|


เจาะใจ Reality - Change Action - เชาเชา & โอปอล ตอนที่ 1 เจาะใจ Reality - Change Action - เชาเชา & โอปอล ตอนที่ 1(1)
เจาะใจ Reality - Change Action - เชาเชา & โอปอล ตอนที่ 1(2)
เจาะใจ Reality - Change Action - เชาเชา & โอปอล ตอนที่ 1(3)  

หลงทางกลางโลกธรรมชาติ ห้าปีภายหลังความสำเร็จของ Local Hero โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ส่ง The Milagro Beanfield War (1988) ผลงานเรื่องใหม่ออกฉาย ทิ้งช่วงจาก Ordinary People (1980) หนังที่ทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์ถึงเก้าปี เรดฟอร์ดสร้างความแปลกใจให้แฟนหนังที่รอคอยงานชิ้นใหม่ของเขา ด้วยการดัดแปลงนิยายของ จอห์น นิโคลส์ ที่เสนอเรื่องราวความขัดแย้งในเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของอเมริกา เมื่อชายคนหนึ่งจัดการผันน้ำจากแหล่งน้ำของเมืองไปยังไร่ถั่วอันแห้งแล้งของเขา เพื่อตอบโต้การที่นายทุนจากภายนอกเข้ามากว้านซื้อที่ดินและวางแผนจะพัฒนาขึ้นเป็นรีสอร์ตเพื่อการท่องเที่ยวแห่งใหม่ หนังพยายามชี้ให้เห็นช่องทางในการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเองจากแรงกดดันภายนอก แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ใช่หรือไม่ที่สิทธิในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรอันจำกัดของชุมชนไม่ควรตกอยู่ในเงื้อมมือของใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่โดยลำพัง 
The Milagro Beanfield War ไม่ได้เป็นที่ฮือฮามากนักเมื่อออกฉายในวงกว้าง ส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากประเด็น “สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรโดยเท่าเทียมกัน” ยังดูเป็นเรื่องไกลตัวผู้ชมส่วนใหญ่ และยิ่งเมื่อเทียบกับประเด็นการปกป้องรักษาลิงกอริลล่าในดินแดนแอฟริกา ของ Gorillas in the Mist (1988) ซึ่งออกฉายในปีเดียวกัน สงครามไร่ถั่วที่เมืองมิลาโกร จึงดูด้อยไปถนัดใจ ทั้งๆ ที่ในทัศนะของนักสิ่งแวดล้อมแล้ว งานของเรดฟอร์ดให้ประเด็นการต่อสู้และอนุรักษ์ที่เข้าท่ากว่าวีรกรรมของ ไดแอน ฟอสซีย์ ตัวละครเอกของกอริลล่าในม่านหมอก หลายช่วงตัว 
Gorillas in the Mist สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของ ไดแอน ฟอสซีย์ นักสัตววิทยาที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการศึกษาสำรวจพฤติกรรมของลิงกอริลล่าหลังเทาในแอฟริกา ไมเคิล แอปเต็ด ผู้กำกับภาพยนตร์ นำเสนอภาพของ ไดแอน ฟอสซีย์ ด้วยท่าทีฮีโร่โรแมนติกเท่าๆ กับเปิดเผยด้านมืดในตัวเธอในเวลาเดียวกัน เมื่อเธอ “อินจัด” กับงานอนุรักษ์กอริลล่า จนก่อศัตรูไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนายพรานพื้นเมือง ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ของรัฐ และขบวนการพ่อค้าสัตว์ป่า ระหว่าง “การอนุรักษ์” กับ “การหวงแหนเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ” ในสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงมนุษย์ อย่างกอริลล่า เป็นเส้นบางๆ ที่สุดท้าย ไดแอน ก็ก้าวข้ามไปจนได้ แม้จะเริ่มจากเจตนาที่ดี แต่อาการสุดขั้วของไดแอนก็นำพาเธอไปสู่จุดจบ ศพของเธอถูกฟันด้วยดาบเป็นแผลเหวอะหวะ อาจเป็นฝีมือใครสักคนที่เห็นสิ่งที่เธอทำเธอขวางหูขวางตา และตัดสินใจหาทางออกให้เธอ หญิงสาวผู้หลงทางอยู่ท่ามกลางโลกธรรมชาติของฝูงกอริลล่าที่เธอคิดว่าเธอเป็นเจ้าของ และเป็นหน้าที่ที่เธอต้องปกป้องคุ้มครองชีวิตที่น่าสงสารเหล่านั้น จนละเลยที่จะปกป้องคุ้มครองชีวิตของตนเอง 

ความตายของไดแอน ฟอสซีย์ ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์อีกเรื่อง ได้แก่ Grizzly Man (2005) ของ แวร์เนอร์ แฮร์โซก ผู้กำกับรุ่นใหญ่ชาวเยอรมัน ตัวละครเอกใน มนุษย์กรีซลี่ ได้แก่ ทิโมธี เทรดเวลล์ ชายหนุ่มผู้หลงใหลในโลกมหัศจรรย์ของหมีสีน้ำตาล และพยายามอย่างเหลือเกินที่จะเข้าไปทำตัวเสมือนหนึ่งเป็นสมาชิกของสังคมหมี ผู้กำกับนำเสนอภาพยนตร์ด้วยแนวทางของสารคดีอาศัยฟุตเทจที่หลงเหลืออยู่ในจากกล้องภาพยนตร์ของทิโมธีเป็นแหล่งข้อมูลหลัก ทิโมธีและแฟนสาวเสียชีวิตจากการถูกโจมตีโดยหมีกรีซลี่ที่พวกเขาหลงรัก และอยู่ร่วมด้วยนานกว่าสิบสามปี แฮร์โซก หลีกเลี่ยงการนำเสนอบุคลิกในเชิงฮีโร่ให้กับทิโมธี แต่พยายามชวนให้คนดูพิจารณาว่าอะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์จากสังคมเมืองคนหนึ่งตัดสินใจละทิ้งทุกอย่าง แล้วมุ่งหน้าเข้าหาโลกอันดิบเถื่อนตรงไปตรงมา และเต็มไปด้วยความยากลำบากในดำรงชีวิตให้อยู่รอดของธรรมชาติ เช่นเดียวกับ ไดแอน ฟอสซีย์ ทิโมธี กระโจนเข้าใส่งานอนุรักษ์หมีกรีซลี่อย่างไม่ลืมหูลืมตา เขากลายเป็น “ตัวแสบ” ของทุกผู้คนที่เกี่ยวข้องการบุกรุกทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของหมี แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องจบชีวิตลงด้วยกรงเล็บของกรีซลี่..สิ่งมีชีวิตที่เขาหลงรัก
การละทิ้งชีวิตคนเมืองและมุ่งหน้าเข้าหาธรรมชาติของ ทิโมธี ยังอาจเชื่อมโยงได้กับภาพยนตร์ขวัญใจนักวิจารณ์อีกเรื่อง นั่นคือ Into the Wild (2007) จุดที่เหมือนกันจนน่าตกใจก็คือ ตัวละครเอกทั้งสองเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง และต่างก็เป็นชายหนุ่มที่มีปมปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับสังคมเมือง จนสามารถเดินออกมาจากสังคมตามขนบนิยมอย่างไม่แยแส คริส แมคเคนด์เลส ใน Into the Wild มีพื้นเพเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง ฐานะดี มีประวัติการศึกษาที่น่าภูมิใจ บาดแผลที่ฝังลึกในวัยเด็กทำให้ชายหนุ่มโหยหา “ที่ทางของชีวิต” อยู่ลึกๆ เท่าๆ กับที่หวาดกลัวต่อการสร้างความผูกพัน เขาตัดสินใจออกเดินทางเผชิญโลกกว้างโดยปฏิเสธการใช้เงิน ยิ่งคริสเดินทางไกลมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนเขายิ่งหลงอยู่ในเขาวงกตที่ตนเองสร้างขึ้นมากเท่านั้น
ฌอน เพนน์ ผู้กำกับ/เขียนบท ใช้แนวทางของโร้ดมูวี่ เพื่อเปิดโอกาสให้คนดูได้เดินทางร่วมกับคริส เชื่อเหลือเกินว่าคนดูพอจะตระหนักอยู่ลึกๆ ว่า ปลายทางของคริส คืออะไร แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า อะไรคือแรงเหวี่ยงให้ชายหนุ่มอนาคตไกลคนหนึ่งต้องหลุดออกจากวงโคจรของสังคม แล้วนำชีวิตตัวเองไปติดกับด้วยความเขลาท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรอันงดงามแต่เหี้ยมโหด นาทีท้ายๆ ของภาพยนตร์ ฌอน เพนน์ ได้ชี้ชวนให้คนดูได้เห็นสารัตถะสำคัญของหนัง เมื่อภาพอดีตอันเจ็บปวดเกี่ยวกับทุกผู้คนในชีวิตได้หลั่งใหลเข้ามาในสำนึกสุดท้าย คริสเดินทางทั่วอเมริกา กระทั่งเนรเทศตัวเองไปอยู่ไกลถึงท้องทุ่งแห่งอลาสก้า เพื่อที่จะพบว่าแท้จริงเขาไม่เคยได้ไปไหนไกลเกินกับดักของชีวิตที่ตนเองสร้างขึ้นมาแต่น้อย
ภาพของธรรมชาติ วิถีอันเรียบง่ายของผู้คนในเมืองเล็กๆ และชีวิตสัตว์โลกมหัศจรรย์ ในหนังทั้งสี่เรื่องข้างต้น ถูกนำเสนออย่างเรียบง่าย แต่ชวนหลงใหล และมีเสน่ห์ประหลาดที่ทำให้ตัวละครหลักทั้งหลายพากันเอาชีวิตไปผูกติด หวงแหน และวางท่าทีเป็นผู้ปกป้อง (Stewardship) ทว่าข้อเท็จจริงกลับเป็นตรงกันข้าม โลกธรรมชาติไม่เคยเป็นของมนุษย์ แต่มนุษย์ต่างหากที่เป็นของธรรมชาติ  

Black cloud
ขณะที่เศรษฐกิจของจีนกำลังบูมสุดขีด ในช่วงสองสามปีมานี้ อาคารใหม่ๆถูกก่อสร้างขึ้น มากกว่า 1,000 แห่ง ถนนถูกขยาย เปิดทางให้รถราต่อแถวเข้ามาแทนที่จักรยาน อากาศที่เคยสะอาดก็ถูกแทนที่ด้วยมลพิษ และหมอกควัน WWF ที่ปักกิ่ง ก็เลยออกมารณรงค์ ลดการขับรถ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน แต่จะรณรงค์ให้คนเปลี่ยนความเคยชิน สละความสะดวกสบาย ก็ต้องทำอย่างมีลีลาหน่อย โอกิลวี ปักกิ่ง ก็เลยเลือกใช้สื่อ outdoor media โดยการขับรถที่มีบอลลูนควันพิษสีดำ ขนาดมหึมา มาจอดเรียกร้องความสนใจ พร้อมข้อความว่า "Drive one day less and look how much carbon monoxide you’ll keep out of the air we breathe. ลองหยุดขับรถดูซักวัน แล้วดูซิว่าอากาศที่เราหายใจเข้าไป จะปลอดคาร์บอนมอนนอกไซด์ไปมากขนาดไหน ซึ่งก็ได้ผล เพราะมันตกเป็นข่าวอย่างครึกโครม ทั้งในหนังสือพิมพ์จีน สถานีโทรทัศน์ CCTV 9 BeijingTV,Phoenix TV ไปไกลจนถึงสถานีโทรทัศน์ในเยอรมัน และ Al Jazeera ในตะวันออกกลาง ผู้คนในปักกิ่งเองก็ให้ความสนใจกันอย่างเนืองแน่น การรณรงค์เรื่องไม่ง่ายนี้ ก็ต้องสร้างสรรค์วิธีในการสื่อสารที่ไม่ธรรมดา หากหวังจะกระตุกต่อม เปลี่ยนทัศนคติ ถ้าพึ่งเพียงแผ่นพับที่แจกให้ ก็คงจะไปไหนได้ไม่ไกลเกินถังขยะ เป็นแน่  

10 สิ่งที่คุณทำได้เลย เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน 

600 ร่างเปลือยทาบธารน้ำแข็งประท้วงอาการเมินเฉยต่อภาวะโลกร้อนของประชาคมโลก

ร่างเปลือยของอาสาสมัคร 600 คนบนธารน้ำแข็ง Aletsch Glacier ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 18 สิงหาคม 2550 เปรียบเหมือนประติมากรรมมีชีวิตที่สะท้อนความเปราะบางของมนุษย์ ไม่ต่างจากความเปราะบางของธารน้ำแข็งในสภาวะอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง เป็นผลงานของSpencer Tunick ศิลปินผู้โด่งดังทั่วโลกจากศิลปะแบบจัดวางหรือ Installation Arts เพื่อกระตุ้นเตือนมนุษย์ให้ระลึกถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทั้งนี้ กว่า 150 ปี ที่ผ่านมา ธารน้ำแข็ง Alpineได้ลดขนาดลงในอัตราหนึ่งส่วนสามของพื้นผิว และครึ่งหนึ่งกำลังละลายเร็วขึ้นกว่าเดิม ส่วนธารน้ำแข็ง Aletsch ซึ่งถือเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีพื้นที่กว่า 120 ตารางกิโลเมตร และได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์การ UNESCO ลดขนาดลงอย่างน่าตกใจ คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ "ไอพีซีซี" (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ประกาศว่าโลกเรามีเวลาเพียง 8 ปี ให้มนุษย์ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดภาวะโลกร้อน มิฉะนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่สามารถยับยั้งได้อีกต่อไป แรงบันดาลใจที่ Spencer Tunick ศิลปินผู้โด่งดังทั่วโลกจากศิลปะแบบจัดวางหรือ Installation Arts เจ้าของสถิติการนำผู้คนมาร่วมถ่ายภาพนู้ดเพื่อสร้างงานศิลปะเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก ที่นำเอาอาสาสมัครทั้ง 600 คนร่วมเปลือยกายบนธารน้ำแข็ง Aletsch ในครั้งนี้ คือความต้องการที่จะบอกชาวโลกอย่างดังๆ ว่า ภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่เรื่องที่เป็นนามธรรมหรือไกลตัวใคร แต่เป็นอันตรายที่กำลังคุกคามเราทุกคน “ผมต้องการให้ภาพถ่ายของผมเป็นมากกว่าภาพที่สัมผัสได้เพียงผิวเผิน แต่ต้องการให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเปราะบางแห่งชีวิตที่ไม่สามารถแยกออกได้จากความเปราะบางของธารน้ำแข็งทุกแผ่นในโลก” เช่นเดียวกับทฤษฎี Superstring หรือ Butterfly Effect ที่ว่าด้วยความเกี่ยวพันของสรรพสิ่งในโลก ก็เพราะทุกสิ่งล้วนส่งกระทบต่อกันไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ สิ่งที่ทุกคนทำได้ในยามที่โลกต้องการความช่วยเหลืออาจไม่ใช่การเปลือยกายหรือตระเวนถ่ายภาพนู้ดหมู่เพื่อเรียกสำนึกจากผู้คนทั่วโลก แต่เป็นการปลดเปลื้องตัวเองจากพฤติกรรมที่สิ้นเปลืองและปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานให้คุ้มค่าที่สุด และสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของตนเองที่สุด เพื่อทำร้ายโลกให้น้อยที่สุด
 |