Go to Connect Home Page


 

 
 

  

 



Cover Story -Cover Story -

เมื่อ “การซื้อ” แบบไม่บันยะบันยัง ทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องราวกับลูกโซ่ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หาก “การไม่ซื้อ” เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น...ความสุขจากการไม่ซื้อเป็นอย่างไร

 หากพูดถึงกิจวัตรที่ทุกคนต้องปฏิบัติกันเป็นประจำ เชื่อว่า “การซื้อ” คงจะติดอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน เพราะทุกวันนี้ผู้คนต่างก็มีความต้องการในชีวิตมากมาย เช่น อยากกินอาหารร้านนั้น อยากได้โทรศัพท์ยี่ห้อนี้ ฯลฯ
 เมื่อความต้องการสามารถแลกเปลี่ยนได้ง่ายๆ ด้วยการใช้เงิน ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือบริษัท ห้างร้านต่างก็เร่งผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมาหลากรูปแบบเพื่อล่อหูล่อตาเหล่าบรรดา “นักซื้อ”อย่างไม่หยุดหย่อน
 อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงจะไม่กลายเป็นปัญหามากนัก หากการซื้อของผู้คนเป็นไปอย่างพอเพียง และสมเหตุสมผล เพราะบางครั้งการซื้อก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสังคมอย่างคาดไม่ถึง อย่างกรณีที่บางคนก็ซื้อของเกินจำเป็นจนต้องเป็นหนี้เป็นสิน ทำให้ตัวเองและครอบครัวเป็นทุกข์เพราะต้องคอยกังวลว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ได้อย่างไร แม้แต่โลกที่เราอยู่ก็พลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วย เพราะเมื่อมีการซื้อของใหม่ๆ ของเก่าๆ ก็จะถูกแปรสภาพเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ และกลายเป็นขยะต่อไป
 เมื่อ “การซื้อ” นำไปสู่ปัญหามากมาย จึงทำให้คนกลุ่มเล็กๆ  เริ่มคิดหาวิธีจัดการกับปัญหาเหล่านี้ให้เด็ดขาด ซึ่งมาตรการที่ทุกคนเห็นตรงกันก็คือ “การไม่ซื้อ” นั่นเอง
 แต่การที่จู่ๆ จะเลิกซื้อเลยทันที ก็ดูจะเป็นเรื่องลำบากไม่น้อย เพราะทุกคนต่างตกอยู่ในฐานะของผู้ซื้อมาตลอดชีวิต ฉะนั้นเราจึงถือโอกาสนี้พาทุกคนไปสัมผัสความคิดของเล็กคนน้อยที่มีแนวคิดเดียวกันว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาลงมือปฏิบัติการ “ไม่ซื้อ” รวมไปถึงวิธีปฏิบัติตัวเอาเพื่อเอาชนะความอยากด้วย


Cover Story -
ซื้อด้วย “เหตุผล” หรือ “อารมณ์” กันแน่

 กลุ่ม We change ถือเป็นคนอีกกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการไม่ซื้อ โดยลงมือจัดกิจกรรมชื่อ “สัปดาห์ไม่ซื้อ” มาแล้ว 2 ครั้ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และธันวาคม 2551
 “พี่อ้วน” กิตติชัย งามชัยพิสิฐ หนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม เล่าว่าที่ผ่านมารู้สึกว่าวัฒนธรรมการซื้อของคนในสังคมเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักซื้อของด้วย “ความอยาก” มากกว่า “ความจำเป็น”
 “ของแพงๆ ส่วนใหญ่เราจะซื้อด้วยความอยาก จากนั้นจึงค่อยหาเหตุมารองรับทีหลัง อย่างกล้องถ่ายรูป แพงนะ แต่เราก็อยากได้ เพราะฉะนั้นพอเราตัดสินจะซื้อ ความคิดว่า...ถ้าซื้อเราจะได้ใช้นะ ไม่ต้องขอยืมคนอื่น แถมยังได้ฝึกศิลปะอีกด้วยก็จะเกิดขึ้นมาทันที คือเมื่ออารมณ์ชนะเหตุผล อย่างอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง หรือแม้แต่ของที่ดูเหมือนจำเป็น อย่างอาหารหรือเสื้อผ้า เราก็มักซื้อด้วยความเคยชิน แต่ไม่ได้คิดว่าจริงๆ แล้วเราจำเป็นต้องใช้หรือไม่ หรือซื้อมาแล้วจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือเปล่า”
 สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ พี่อ้วนอธิบายว่าเป็นเพราะปัจจุบันนี้ชีวิตของเราถูกครอบงำด้วยระบบทุนนิยมจากบรรษัทขนาดใหญ่อยู่ตลอดเวลา แถมยังกระหน่ำโฆษณาเพื่อกระตุ้นความอยากตามมาอีกเพียบ ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ หลงเชื่อ และเมื่อเราเคยชินกับสิ่งที่ถูกยัดเยียดแล้ว ในที่สุดเราก็จะรู้สึกว่าการใช้สินค้าเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ
 “ที่ผ่านมาพวกเราถูกบริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้หลอกอยู่ตลอดเวลา เอาง่ายๆ อย่างเรื่องน้ำยาล้างจาน หลายคนคงไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วน้ำขี้เถ้าล้างจานได้สะอาดที่สุด ไม่เสียเงินเยอะด้วย แต่บริษัทพวกนี้ก็บอกไม่จริงหรอก ขี้เถ้าต้องสกปรก เพราะมันดำ ถ้าสะอาดจริงต้องขาว ต้องมีฟอง ยิ่งเยอะยิ่งสะอาดมากขึ้น ทั้งๆ จริงแล้วน้ำยา M-70 ที่นำมาผสมเพื่อให้เกิดฟองนั้นเป็นสารที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเยอะมาก”


ทำได้ไหม ถ้า...ไม่ซื้อ
 หลังจากเจอแรงบีบคั้นจาก “การซื้อ” ที่ก่อปัญหาตามมามากมาย พี่อ้วนและเพื่อนๆ เริ่มรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองไม่เป็นอิสระ เพราะหันไปทางไหนก็เจอสินค้าของบรรษัทเหล่านี้ จึงคิดว่าถึงเวลาที่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ประกอบกับได้เห็นตัวอย่างจากหลายๆ ประเทศที่มีงาน “Buy nothing days” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กลุ่มเอ็นจีโอรณรงค์ให้ผู้คนงดการแห่ซื้อสินค้าในช่วงที่ห้างสรรพสินค้าลดราคา และงดการให้ของขวัญในช่วงวันสำคัญ ก็เลยเกิดความคิดว่าหากนำกิจกรรมนี้มาลองทำในประเทศไทยดูบ้างจะเป็นอย่างไร
 “ปกติวันที่ 24 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันขอบคุณพระเจ้า กับวันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคริสต์มาสอีฟ เป็นช่วงที่ห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศจะลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ คนก็จะแห่กันไปมหาศาล มีเหยียบกันตายทุกปี แถมยังเป็นช่วงที่คนนิยมให้ของขวัญกันอีกด้วย พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ก็จะมีคนบ้ากลุ่มเล็กๆ ออกมาชูป้ายสนุกๆ ว่าพระเยฃูไม่เคยสอนว่าต้องให้ของขวัญวันเกิด พระเยชูไม่เคยสอนให้บริโภคนิยม ซึ่งก็เป็นความจริง เราเลยเกิดไอเดียว่าน่าจะทำแบบนี้บ้าง แต่ปัญหาคือเราไม่ได้มีเทศกาลแบบเขา เพราะห้างสรรพสินค้าของบ้านเราลดราคาตลอดทั้งปี ก็เลยกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติการเป็น 1 สัปดาห์แทน”
 การจัดงาน “สัปดาห์ไม่ซื้อ” ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างมาก เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ที่สังคมไม่เคยให้ความใส่ใจมาก่อน แต่ผลที่ได้รับกลับมาก็ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก
 พี่อ้วนเล่าว่าตอนนั้นหลายคนก็ไม่เข้าใจว่าการไม่ซื้อคืออะไร ทางกลุ่มเองก็ยังตีความผิดหลายเรื่อง เช่น คิดว่าไม่ซื้อคือการแจกฟรี ก็เลยเอาหนังสือมาแจก ทั้งๆ ที่จริงแล้วหนังสือพวกนี้คือวิวัฒนาการอย่างหนึ่งของระบบทุน เพราะหนังสือต้องอาศัยโฆษณามากๆ ถึงจะอยู่รอด ฉะนั้นเมื่อเอามาแจกก็เท่ากับสนับสนุนให้เกิดการโฆษณานั่นเอง หรือจะเป็นเรื่องการไม่ซื้อของเลย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรคนเรายังต้องกิน ต้องใช้อยู่ดี
 นอกจากนี้ก็ยังมีประเด็นที่ ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งข้อสังเกตว่า หากงานนี้ประสบความสำเร็จจริง หรือมีคนเข้าร่วมครึ่งประเทศ ผู้ที่เดือดร้อนไม่ได้มีแค่บริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น บริษัทเล็กๆ จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
 “วัฒนธรรมการค้าขายของประเทศไทยไม่เหมือนกับต่างประเทศ ของเขาขับเคลื่อนสินค้าด้วยห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ แต่ของเราคือแผงลอยหรือร้านขายของชำ หากไม่มีคนซื้อของสัก 7 วัน รับรองว่าร้านเหล่านี้เจ๊งแน่นอน”
 หลังจากได้บทเรียนจากการจัดงานครั้งแรก กลุ่ม We change จึงปรับแนวทางการทำกิจกรรมโดยเน้นไปที่บรรษัทขนาดใหญ่ซึ่งเป็นผู้ควบคุมตลาดเป็นหลัก รวมไปถึงบริษัทที่เป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อม และกดขี่แรงงาน พร้อมกับจัดทำคู่มือไม่ซื้อ เพื่อรวบรวมรายชื่อของสินค้าของบริษัทเหล่านี้ ตลอดจนเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ควรอุดหนุนสินค้าจากบริษัทเหล่านี้
 “สินค้าของบรรษัทใหญ่ๆ เกือบทั้งหมดคือสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั่นเอง เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าคนที่ร่วมโครงการหลายๆ คนจะรู้สึกไม่เป็นอิสระมากๆ เพราะที่ผ่านมาชีวิตเราพึ่งพาของพวกนี้มากเลยนะ แต่หลักๆ เราขอแค่ 7 วันเท่านั้น อยากให้ทุกคนลองทำดู”


คิดให้ออก ก่อนบอก “ไม่ซื้อ”
 อย่างไรก็ตาม การที่อยู่ๆ จะตัดสินใจไม่ซื้อเลยนั้น บางคนอาจจะรู้สึกว่ายากเกินไป พี่อ้วนจึงให้คำแนะนำว่าสิ่งแรกที่ควรทำ คือต้องปรับความคิดตัวเองก่อนว่าพร้อมที่จะไม่ซื้อจริงๆ หรือไม่ โดยมีหลักคิดง่ายๆ ดังนี้
 อย่างแรกก็คือ “ขัดขืน” เราต้องถามตัวเองก่อนว่า ขณะนี้พร้อมหรือยังที่จะขัดขืนต่อชีวิตประจำวันของตัวเอง เพราะที่ผ่านเราถูกระบบทุนนิยมบังคับให้เป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมทุกวัน อย่างเช่นเวลาเราซื้อของอะไรสักอย่าง ก็จะได้ขยะ จำพวกถุงพลาสติก หรือกล่องโฟมกลับมาเป็นของแถมด้วยเสมอ
 “จริงๆ หลายคนก็อยากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ระบบของสังคมไม่เอื้ออำนวย อย่างเมื่อก่อนผมตั้งใจจะไม่ใช้กล่องโฟมเลย แต่เดี๋ยวนี้ต้องใช้ เพราะถ้าไม่เอาก็อดกิน คือมันกลายเป็นระบบที่บีบบังคับทุกคน แม้ตอนแรกเราจะต่อต้าน แต่พอหนักๆ เข้าก็กลายเป็นความเคยชิน และหากเราคิดจะต่อสู้กับระบบจริงๆ ก็จะมี  2 มุมมองที่สวนทางกันตลอดเวลา ความคิดหนึ่งก็คือต้องการเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ แต่อีกความคิดหนึ่ง ก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบากที่อยู่ๆ ทำไมต้องทำชีวิตให้ยุ่งยากด้วย เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดก็คือ เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราพอใจกับการถูกบังคับให้เป็นผู้ทำลายโลกหรือไม่”
 ขณะเดียวกัน เราก็ต้องขัดขืนต่อการใช้สินค้าของบรรษัทใหญ่เหล่านี้ด้วย เพราะบรรษัทเหล่านี้ เป็นต้นเหตุของปัญหามากมาย ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิต และหากเรายังใช้อยู่ก็เท่ากับเรายอมรับให้บรรษัทเหล่านี้มากำหนดชีวิตเราต่อไปเรื่อยๆ 
 หลักต่อมาก็คือ “คืนคุณค่า” คือพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตตัวเองหรือไม่
 “ทางออกจากการขัดขืนก็คือ การกลับไปหาชีวิตแบบไทยๆ บ้าง เช่นการใช้สมุนไพร ปลูกผักสวนครัว ทำอาหารกินเอง ใช้ชีวิตช้าๆ ซึ่งจริงๆ ก็ทำยากนะ เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่เคยชิน แต่หากไม่อยากพึ่งพาสิ่งที่บรรษัทใหญ่ๆ ยัดเยียดมาให้ ก็ต้องดิ้นรนเพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ”
 ส่วนหลักข้อสุดท้ายก็คือ “ค้นหาความสัมพันธ์” คือเราพร้อมหรือไม่ที่จะอธิบายให้คนอื่นรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำแล้วดีอย่างไร พร้อมกับชักชวนให้คนอื่นลองหันมาปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตดูบ้าง
 “หากเราจะทำดี ก็ไม่ควรทำคนเดียว แต่ควรเอาวิถีชีวิตของเราไปรณรงค์กับคนอื่นด้วย เช่นหากเราไม่กินน้ำอัดลมแล้วมีคนถาม ก็ควรอธิบายให้เขาฟัง เพราะนอกจากจะเป็นการชักชวนให้คนอื่นทำดีแล้ว ยังเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กัน ผลที่ตามก็คือสังคมที่เราอยู่ก็จะดีตามไปด้วย”


Cover Story -
“เคล็ดลับ” ของการไม่ซื้อ
 เมื่อเราปรับความคิดได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ “การลงมือปฏิบัติ” พี่อ้วนเล่าว่าวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเข้าร่วมสัปดาห์ไม่ซื้อนั่นเอง เพราะเมื่อเข้าร่วมโครงการก็เท่ากับเราได้ประกาศตัวให้สังคมรับรู้ความตั้งใจของเรา เวลาเราทำผิดอะไร ก็จะมีสังคมที่คอยบีบ คอยเตือนเรา โอกาสที่จะผิดสัญญากับตัวเองก็จะน้อยลงไปด้วย
 “หากคุณประกาศตัวไปว่าไม่ซื้อ เวลาอยากได้อะไรก็จะเกิดความรู้สึกยับยั้งชั่งใจมากขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสให้เหตุผลชนะอารมณ์ นอกจากนี้เมื่อคุณเข้าร่วมโครงการ คุณต้องทำหน้าที่เป็นผู้รณรงค์ด้วย เพราะฉะนั้นคุณจะทำอย่างไร หากใน 7 วัน มีเพื่อนเห็นว่าคุณได้ของใหม่ๆ มา”
 แต่ถ้าไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ก็มีอีกวิธีหนึ่งคือ “การตั้งเงื่อนไขเล่นๆ ให้ตัวเอง” ซึ่งสามารถทำได้ตลอดเวลา และก็มีหลายคนที่ลงมือทำแล้วได้ผลชะงัด นั่นคือ “พี่ภัส” ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ นักเขียนอิสระและอดีตนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม
  พี่ภัสเล่าว่าปกติแล้วตัวเองไม่ใช่คนที่ซื้อของอะไรมากนัก แต่เมื่อ 2 ปีก่อน หลังจากเปิดตู้เสื้อผ้าดูก็ต้องตกใจ เพราะมีเสื้อผ้าเต็มตู้ไปหมด แถมเสื้อผ้าส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่มีสไตล์เดียวกัน จึงเกิดความคิดว่าจะจัดการอย่างไรดี พอดีช่วงนั้นดูรายการทีวีสัมภาษณ์โจน จันได เกษตรกรที่ทำบ้านดิน ซึ่งไม่ได้ซื้อเสื้อผ้ามาหลายปีแล้ว ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจว่าตัวเองก็น่าจะทำได้เช่นกัน
 “สมัยก่อนพี่ทำงานอยู่ที่กรีนพีช ซึ่งอยู่ในซอยพหลโยธิน 8 พอโผล่ออกมาตรงปากซอยก็จะมีร้านขายของอยู่เต็มไปหมด เพราะฉะนั้นเวลาออกมากินข้าว ก็จะได้ของอื่นติดมือกลับไปตลอดเวลา เสื้อตัวสุดท้ายพี่ก็ซื้อจากที่นี่เหมือนกัน พอซื้อเสร็จก็เลยตั้งใจว่าพอ...ไม่ซื้ออีกแล้ว”
 หลังจากนั้น พี่ภัสจึงเริ่มกำหนดเป้าหมายชีวิตให้ตัวเองว่าจะไม่ซื้อผ้าเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี
 “สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ก้าวแรก’ หากเราตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่างแล้ว ก็ควรตั้งเป้าที่สามารถเอื้อมให้ถึงได้ด้วย อย่างพี่เป้าหมายแรกคือไม่ซื้อ แล้วนานเท่าไหร่ล่ะ หากสำเร็จ ก็ค่อยๆ เพิ่มเป้าหมายต่อไปเรื่อยๆ พอคุณได้เรียนรู้และเห็นประโยชน์ของสิ่งที่ทำอยู่แล้ว คุณก็จะไม่ตกลงมาแล้ว อย่างทุกวันนี้พี่ก็ไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่มาเกือบ 2 ปีแล้ว”
 เมื่อตั้งใจว่าจะไม่ซื้อ สิ่งที่พี่ภัสทำต่อมาก็คือการทยอยบอกความคิดนี้กับเพื่อนๆ ที่ใกล้ชิด
 “การบอกเพื่อนถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเราได้มากเหมือนกัน ให้เขารู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร เพราะเพื่อนนี่แหละที่จะเป็นตัวช่วยฉุดรั้ง อย่างเวลาที่เราอยากจะซื้ออะไร เพื่อนก็จะคอยบอกว่า ไหนจะไม่ซื้อไง ทำให้เราสามารถยับยั้งชั่งใจได้ตลอดเวลา แต่หากเราเก็บไว้กับตัวคนเดียวก็อาจจะเผลอใจไปได้ง่ายๆ เหมือนกัน”
 ส่วนขั้นตอนต่อมาก็คือไม่พยายามไปเดินตามแหล่งสินค้าต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือตลาดนัด
 “ปกติเวลาอยู่บ้าน เราไม่ค่อยรู้หรอกว่าอยากได้อะไร จนกระทั่งเราไปเห็น ถึงจะเกิดความรู้สึกว่าอยากได้ มันจำเป็นนะ เราควรจะมี เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการตัดปัญหา ก็เลยออกไปซื้อเวลาที่จำเป็นเท่านั้น”
 
Cover Story -
และเมื่อเราสามารถอดทนต่อสิ่งที่ล่อหูล่อตาได้มากขึ้นแล้ว ในที่สุดจากความพยายามก็จะพัฒนาขึ้นเป็นความเคยชิน ความรู้สึกดิ้นรนอยากซื้อโน่น อยากซื้อนี่ ก็จะหายไปเองในที่สุด
 นอกจากพี่ภัสแล้ว “ออย” ณัฐพร เลี้ยงใจ ล่ามภาษาญี่ปุ่นและผู้เขียนหนังสือ “Buy Nothing Month หนึ่งเดือนกับเด็กหญิงไม่ซื้อ” ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ทดลองใช้ชีวิตด้วยการไม่ซื้อเป็นเวลา 1 เดือน
 ออยเล่าถึงความรู้สึกไม่อยากซื้อว่าเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวเองมีโอกาสได้ไปค่ายของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทำให้เห็นชีวิตที่แตกต่างระหว่างคนในเมืองกับคนชนบท ประกอบกับช่วงนั้นได้อ่านหนังสือ “โลกร้อน: ทุกสิ่งที่เราทำ เปลี่ยนแปลงโลกเสมอ” ของมูลนิธิโลกสีเขียว จึงเกิดความรู้สึกหงุดหงิดตัวเองว่าทำไมถึงซื้อของสิ้นเปลืองหลายอย่าง หากเพลาๆ การซื้อของตัวเองลงก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้บ้าง
 “จริงๆ ก็ไม่ได้ซื้ออะไรเยอะมากหรอก ส่วนใหญ่จะเป็นของจุกจิกของผู้หญิง อย่างกำไล ตุ้มหู แล้วก็รองเท้าสีสดๆ แต่พอเริ่มทำค่ายก็เลยเกิดความคิดว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองดูบ้าง ก็เลยไปเขียนบ่นในบล็อก พอดีพวกพี่ๆ ที่ทำหนังสือโลกร้อนฯ เข้ามาเห็นก็เลยชักชวนให้ลองทำโปรเจคไม่ซื้อดู”
 ออยเล่าต่อว่าจังหวะที่ทีมงานมาชวนก็รู้สึกว่าอยากทำทันที เพราะคิดว่าน่าสนุก แต่ก็หวั่นใจอยู่เหมือนกันว่าจะทำได้หรือไม่ ก็เลยเลื่อนระยะเวลาปฏิบัติการออกมาเรื่อยๆ จนถึงเดือนธันวาคม 2550
 “พี่เขาบอกให้ทำเดือนนี้เถอะ เพราะธันวาคมเป็นเดือนแห่งการช็อปปิ้ง เนื่องจากมีเทศกาลเยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งคริสต์มาส ปีใหม่ ก็เลยตัดสินใจว่าทำ”
 สำหรับขั้นตอนแรกที่ออยลงมือทำก็คือ “การซ้อม” เพื่อจะดูว่าตัวเองสามารถทำแค่ไหน สามารถปรับใจให้ลดความอยากลงบ้างได้ไหม ซึ่งก็มีหลายครั้งอยู่เหมือนกันที่ไม่สามารถหักห้ามใจให้ไม่ซื้อได้
 “ช่วงแรกๆ ก็ลองไม่แต่งหน้าดู ปรากฏว่าทุกคนทักหมดเลยว่าโทรม น่าจะแต่งบ้างก็ดี ตอนนั้นก็เสียความมั่นใจไปบ้าง หรือเวลาไปเดินกับเพื่อนๆ ที่สยาม แล้วเพื่อนเดินเข้าร้านเสื้อผ้า เราก็จะหงุดหงิด จะไม่อยากเข้าไปดู เพราะกลัวว่าถ้าเข้าไปแล้วจะอยากได้เหมือนกัน นั่งหน้าเซ็งอยู่นอกร้าน เพื่อนก็ไม่เข้าใจว่าเราเป็นอะไร”
 และเมื่อถึงเวลาที่ปฏิบัติจริง ออยจึงค่อยๆ เขียนรายการสิ่งของที่ตัวเองตั้งใจจะไม่ซื้อ เช่นไม่กินน้ำปั่น ไม่กินเค้ก ไม่ไปตลาดนัดวันศุกร์ ไม่ดูหนัง ฯลฯ
 “เวลาเห็นของที่อยากกิน อยากได้ ก็จะพยายามบอกตัวเองอยู่ตลอดว่าเดี๋ยวตอนเย็นก็ไม่นึกแล้ว พอกลับบ้านเดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ไม่อยากได้แล้ว แต่ก็มีบ้างที่แอบเผลอใจ ยิ่งเวลาอยู่กับคนอื่นก็จะยากนิดนึง เพราะบางครั้งเราก็ต้องเออออห่อหมกไปด้วย อย่างเวลาไปเจอเพื่อนที่ไม่สนิทมาก หรือนานๆ จะนัดเจอกันที มาชวนไปกินเลี้ยงก็จะรู้สึกอึดอัดมาก ไม่กล้าปฏิเสธ”
 ขณะเดียวกัน เพื่อลดความอยากซื้อให้ได้มากที่สุด ออยก็จะพยายามไม่ไปตามแหล่งจับจ่ายซื้อของต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่การไม่เสพสื่อที่ทำให้เกิดความอยาก เช่นโฆษณา หรือนิตยสารแฟชั่น
 แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ภารกิจนี้สำเร็จไปด้วยดีคือ “การสนับสนุนจากคนรอบข้าง” ออยเล่าว่าช่วงนั้นนอกจากตัวเองแล้ว พ่อแม่กับแฟนก็เริ่มเปลี่ยนชีวิตหันมาประหยัดเหมือนกัน ทำให้มีกำลังใจในการทำภารกิจมากขึ้น เพราะไม่รู้สึกว่าเหงาหรือเหนื่อยเกินไปที่จะทำ
 หลังจบโครงการออยเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่า เดี๋ยวนี้เวลาซื้ออะไรก็จะคิดมากขึ้น เพราะเริ่มเห็นคุณค่าของเงินมากขึ้น อย่างเสื้อผ้าตอนนี้ไม่ซื้อเลย แม้แต่รองเท้าที่เมื่อก่อนชอบซื้อมากๆ หากไม่พังจริงๆ ก็ไม่ซื้อใหม่ รวมทั้งไม่พยายามเข้าาห้างสรรพสินค้า คืออยู่แบบพอดีๆ


Cover Story -Cover Story -Cover Story -
ซื้อของต้องมีสติ
 เมื่อเราลดความรู้สึกอยากซื้อได้แล้ว สิ่งต่อไปควรคำนึงถึงก็คือ “การเลือกซื้อของ”
 พี่อ้วนอธิบายว่าการไม่ซื้อนั้นไม่ใช่การปฏิเสธที่จะซื้อสินค้าเลย เพราะถึงอย่างไรชีวิตเราก็ต้องกินต้องใช้ ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการใช้หลัก “ขัดขืน คืนคุณค่า ค้นหาความสัมพันธ์” มาพิจารณาเลือกซื้อสินค้า
 ที่ผ่านมา กลุ่ม We change ได้ร่วมมือกับ “เครือข่ายตลาดสีเขียว” เพื่อเปิดบูธขายของในงานสัปดาห์ไม่ซื้อ โดยร้านที่มาเข้าร่วมก็จะเป็นของพ่อค้ารายย่อย ที่ผลิตสินค้าซึ่งใส่ใจสิ่งแวดล้อม อย่างพวกเกษตรอินทรีย์ ผักปลอดสารพิษ เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์มเปิด ฯลฯ
 “ตลาดสีเขียวถือว่ากิจกรรมที่เข้ากับหลักคิด 3 ข้อ อย่างขัดขืนก็ใช่ เพราะเราไม่ได้ซื้อสินค้าของบรรษัทใหญ่ๆ คืนคุณค่าก็ถูก เพราะนี่คือการหาทางเลือกใหม่ๆ ให้กับตัวเอง แถมยังเป็นการส่งเสริมพ่อค้าที่สร้างปัญหาแก่โลกน้อยให้ได้มีโอกาสเข้ามาแข่งขันกับบรรษัทใหญ่ๆ ด้วย ส่วนค้นหาความสัมพันธ์ก็แน่นอน เพราะเรามาจัดงานแบบนี้ ก็เป็นโอกาสที่พ่อค้ากับลูกค้าได้พบปะพูดคุยกัน แลกเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกัน เพื่อวันหลังจะซื้อสินค้าอีกก็ทำได้ง่าย”
 พี่อ้วนอธิบายต่ออีกว่าการเลือกซื้อสินค้าที่ดีนั้น ไม่ควรจะคำนึงถึงแต่ตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องให้ความใส่ใจกับธรรมชาติและสังคมด้วย อย่างเรื่องอาหารก็ต้องดูว่าวัตถุดิบที่เอามาขายนั้นมีคุณภาพหรือไม่ ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า ไม่ได้มีการทรมานสัตว์ใช่ไหม ส่วนในแง่ของตัวเราเองก็ต้องพิจารณาว่า เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะส่งผลต่อชีวิตของเราอย่างไร ทำให้สังคมดีขึ้นหรือไม่
 “พี่โจน จันได เคยกล่าวว่าการซื้อของก็เปรียบได้กับการส่งส่วย แค่อยู่ที่ว่าเราจะเลือกส่งส่วยให้ใครเท่านั้น สมมตเราจะซื้อไข่ไก่สักฟอง คุณก็อาจจะต้องเลือกระหว่างไข่ไก่ของซีพีกับไข่ไก่อารมณ์ดีจากสระบุรี หากเราซื้อไข่ของซีพี ก็เท่ากับเราส่งส่วยให้ซีพี ให้เขาผลิตสินค้าเยอะขึ้น มีกำไรเพิ่มขึ้น สามารถเข้ามาควบคุมชีวิตของเราได้มากขึ้น แต่หากคุณเลือกซื้อไข่ไก่อารมณ์ดี บางทีอาจจะไม่ใช่การส่งส่วย แต่เป็นการอุดหนุน เพราะเจ้าของเขาคงไม่คิดจะควบคุมชีวิตเราหรอก เพราะขนาดไก่เขายังไม่คุมเลย กระเทียมก็เหมือนกัน เคยสงสัยไหมว่ากระเทียมของจีนซึ่งเสียค่าขนส่ง เสียภาษีมาแล้ว ทำไมยังถูกกว่ากระเทียมที่ปลูกในบ้านของเราเอง อย่างนี้แสดงว่าเกษตรกรที่นั่นต้องถูกขูดรีดแรงงานมหาศาลเลยใช่ไหม ซึ่งหากเราสนับสนุนกระเทียมจีน ก็เท่ากับเราไปสนับสนุนให้เขา ทรมานคนต่อไปเรื่อยๆ”
 ส่วนพี่ภัสก็แนะนำหลักการซื้อของตัวเองว่า “ต้องคิดก่อนซื้อ” ไม่ใช่เห็นอะไรอยากได้ก็รีบเข้าไปซื้อทันที แต่ต้องคิดก่อนเสมอว่าเราว่าสิ่งที่ซื้อมาคุ้มค่าหรือไม่
 “พี่มีปรัชญาอย่างหนึ่งในการซื้อของก็คือ เวลาเราเห็นสิ่งที่อยากได้มากๆ จะไม่ซื้อ ณ เวลานั้นเลย แต่ต้องกลับไปใคร่ครวญให้ดีก่อน ว่าอยากได้จริงๆ หรือไม่ หากยังรู้สึกติดใจอยู่อีก 2-3 วันค่อยไปซื้อก็ได้”
 ขณะเดียวกันก็ควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนไปเลยว่าวันนี้เราต้องการจะซื้อสินค้าอะไรกันแน่
 “แถวบ้านพี่จะมีตลาดนัดที่ใหญ่มาก ซึ่งล่อหูล่อตามาก แค่เดินไปก็สามารถหาได้หมดทุกอย่าง คล้ายๆ เป็นจตุจักรย่อยๆ ทางแก้ง่ายๆ ก็คือเราต้องตั้งกฎให้ตัวเองว่าเราจะไปดูอะไร เช่นถ้าอยากไปดูต้นไม้ แล้วอยากได้ต้นอะไรล่ะ พอรู้แล้วเราก็เดินตรงไปซื้อเลย หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือไม่ไปตลาดนัด แต่ให้ไปตามร้านที่ขายของเฉพาะอย่างเลย เช่น ถ้าอยากได้กับข้าวก็ไปตลาดเช้า อยากได้ตะปู ก็ไปที่ร้านขายอุปกรณ์”
 นอกจากนี้หลักอีกข้อที่พี่ภัสย้ำก็คือ ควรเลือกซื้อของที่ผลิตในท้องถิ่นเป็นหลัก เพราะถือว่าเป็นการคืนรายได้ให้กับท้องถิ่นไปในตัว และยังมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่สามารถยืนหยัดผลิตสินค้าได้ต่อไป
 “เกณฑ์ง่ายๆ เวลาซื้อของก็คือถ้าคุณภาพเหมือนกันก็จะไม่ซื้อของจากห้างสรรพสินค้า แต่จะกลับไปซื้อที่ตลาดเพราะนอกจากราคาจะถูกว่าเยอะแล้ว เงินที่เราเสียไปยังถูกส่งต่อไปให้เกษตรกรโดยตรง ไม่ต้องผ่านห้างหรือนายทุน นอกจากนี้เวลาไปตลาดเช้า หากตั้งใจจะไปซื้อเห็ดแล้วปรากฏว่ามีให้เลือก 2 อย่าง คือเห็ดอย่างดีผลิตที่เชียงใหม่กับเห็ดฟางที่ในอำเภอเราเอง ก็จะเลือกซื้อเห็ดฟาง เพราะเป็นของที่ผลิตมาจากเกษตรกรของเราเอง”
 ขณะที่ออยเล่าว่า หลักสำคัญที่สุดเวลาเลือกซื้อของก็คือ “ความจำเป็น”
 “ซื้อมาแล้วจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่ ใช้ได้กี่ครั้ง หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ต้องคิดก่อนว่ามีหนทางอื่นที่จะหามาได้โดยไม่ต้องซื้อบ้างไหม เช่น อาจจะเอาของเก่ามาประยุกต์ใหม่ หรือยืมคนรู้จัก หากไม่มีจริงๆ ถึงค่อยตัดสินใจซื้อ”


Cover Story -Cover Story -Cover Story -
“ความสุข” หลังไม่ซื้อ
 หลังจากที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตกันแล้ว ทุกคนต่างก็พบว่าชีวิตของตัวเองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี อย่างพี่ภัสบอกว่าทุกวันนี้รู้สึกว่าตัวเอง “มีเงินในกระเป๋ามากขึ้น” แต่สิ่งที่เหนือไปกว่านั้นก็คือ “ความรู้สึกภาคภูมิใจ”
 “จริงๆ แล้วการทำแบบนี้ สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่การไม่ซื้อเท่านั้น แต่ยังทำให้เรารู้จักความพอเพียง ตัดสินใจทำอะไรอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น ทุกวันนี้พี่รู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตสบายมากขึ้น มีเวลาว่างมากขึ้น สามารถทำในสิ่งที่เราอยากทำได้มากขึ้น เช่น บางวันก็ใช้เวลาอยู่กับแปลงเกษตรตลอด”
 ขณะที่พี่อ้วนบอกว่าการไม่ซื้อทำให้มีโอกาสทบทวนชีวิตตัวเองมากขึ้น ได้รู้จักความเป็นอิสระที่แท้จริงว่าเป็นเช่นไร และที่สำคัญยังทำให้เราตัดสินใจอย่างมีสติและมีเหตุผลมากขึ้น
 “ผมได้เห็นกิเลสของตัวเอง เห็นความอยากของตัวเองชัดเจนขึ้น อย่างช่วงก่อนงานสัปดาห์ไม่ซื้อสัก 2-3 วัน ผมไปเจอกล้องตัวหนึ่ง ราคาเปิดตัว 40,000 บาท แต่ที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่าขาย 12,000 บาท อยากได้ ทุรนทุรายมากเลยนะ แต่ซื้อไม่ได้ เพราะเราประกาศตัวว่าไม่ซื้อไปแล้ว พอผ่านสัปดาห์นั้นไป ความรู้สึกอยากหายไปหมดเลย คือไม่รู้ว่าจะซื้อมาทำไม ของเก่าก็ยังมีอยู่” ส่วนออยบอกว่า หลังจากผ่านโครงการนี้ไปได้ 1 ปี รู้สึกว่าชีวิตตัวเองเรียบง่ายขึ้น ไม่อู้ฟู่อะไรมากมาย แม้แต่กิจกรรมอดิเรกก็เปลี่ยนแปลง จากการดูหนังหรือเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าก็เปลี่ยนเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้เงิน อย่างปลูกผักสวนครัว ไปวัด เดินเล่นตามสวนสาธารณะ
 และความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากที่สุดก็คือทัศนคติในการใช้ชีวิต
 “ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมาก ที่เห็นชัดสุด ก็คงเป็นเรื่องการใช้เงิน แต่ก่อนก็ไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ เพราะตอนเรียนก็ขอเงินพ่อแม่ แต่พอทำงานเองแล้ว ก็เห็นคุณค่าของเงินมาก เวลาอยากซื้ออะไรจะคิดมากขึ้น คือไม่อยากใช้เงินด้วยความรู้สึกเสียดายบวกเข้าไปด้วย หรืออย่างเมื่อก่อนจะเป็นคนที่แคร์สายตาคนอื่นมาก เช่นถ้าเราแต่งตัวแบบนี้ คนอื่นจะมองอย่างไร แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่ามีอย่างอื่นที่สำคัญกว่า เช่นครอบครัว”
 หลังจากที่ได้พูดคุยกับทุกคนแล้ว สิ่งหนึ่งที่พบก็คือ จริงๆ แล้วการไม่ซื้อไม่ใช่สิ่งที่ลำบากหรือท้าทายอะไรมากนัก ในช่วงต้นคุณอาจจะรู้สึกลำบากใจที่จะเผชิญหน้าการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อทำเป็นกิจวัตร ในที่สุดสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นความเคยชินไปเอง ขอแค่เพียงคุณใช้ความกล้าที่จะลงมือทำและความอดทนเท่านั้น ชีวิตของคุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้
 วันนี้  “คุณพร้อมที่จะลองทำหรือยัง”
Cover Story -Cover Story -Cover Story -

ผู้เขียน : สุทธิโชค จรรยาอังกูร
ภาพ : สุทธิโชค จรรยาอังกูร / กลุ่ม we change




เปลี่ยนไปสู่ความสุขในโลกที่หมุนช้าของโรส วริศรา

Story - 

จากหญิงสาววัยรุ่นที่ได้รับตำแหน่งนางงามและปรากฏโฉมทางโทรทัศน์ในฐานะพิธีกร “โรส” วริศรา มหากายี ลี้ธีระกุล เคยมีความสุขกับการชอปปิ้งและคิดเพียงอยากทำงานที่ได้เงินเยอะๆ เพราะเงินสามารถสร้างความสุขให้เราได้
     เมื่อเธอค้นพบว่า เงินไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดของชีวิต เธอจึงปรับเข็มทิศชีวิตใหม่ เพื่อเข้าถึงความสุขได้อย่างง่ายๆ โดยไม่ยึดอยู่กับเงินทอง เป็นความสุขที่ได้จากการทำงานเพื่อคนอื่น การใส่ใจสิ่งแวดล้อม และการดูแลกิจการโรงแรมพระนครนอนเล่น
     ...อะไรที่ทำให้เธอเปลี่ยนมุมมองชีวิตของตนเองและกลายเป็นโรสคนใหม่ในวันนี้


จากเดิมที่เคยฟุ้งเฟ้อ หาเงินได้เยอะก็ใช้เยอะ แล้วอะไรที่ทำให้อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง
     จริงๆ แล้วมันค่อยๆ เปลี่ยน อาจจะเป็นเพราะช่วงที่เราฟุ่มเฟือยและหลงไปกับการใช้เงินโดยไม่ระวัง ทำให้เราชินกับมันมาก แล้วเราก็เกิดทุกข์ในยามที่ไม่มีตังค์ เลยต้องกลับมาตั้งสติว่า เออ...ทำไมเราไม่มีความสุขเลยเวลาที่ไม่มีตังค์ จากที่เคยมีความสุขจากการซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ตายแล้วชั้นจะหาความสุขได้ยังไง ทำยังไงดี ไม่มีตังค์แล้ว ไม่มีคนจ้างแล้ว...
     ตอนนั้นประมาณปี 39 ก็เริ่มหากิจกรรมใหม่ที่ใช้ทุนน้อย บังเอิญได้มาขี่จักรยาน แล้วรู้สึก...เฮ้ย มันเป็นโลกใหม่ เป็นกิจกรรมใหม่ที่ต่างจากเดินห้าง เราก็ตื่นเต้นและสนุกกับมัน ก็ไปหากิจกรรมนั้นมากขึ้น แต่ในระหว่างนั้นก็มีบางอย่างที่เข้ามาสอนเรา คือเราเริ่มทำอะไรให้คนอื่นซึ่งแต่ก่อนไม่เคยทำ
     เช่น ขี่จักรยานผ่านตลาดนัดก็ต้องแวะเก็บขยะทั้งตลาดให้สะอาด ทั้งที่มันไม่ใช่ความคิดเราเลย เป็นความคิดของทีมที่จัดกิจกรรม คือถ้าไม่ทำอยู่คนเดียวก็น่าเกลียด ทำไปก็ขยะแขยงไปนะ แต่ด้วยความที่อยากเป็นกลุ่มกับเขาก็เลยต้องทำ เลยไม่ได้มีความสุขซะทีเดียว

รู้สึกไม่ค่อยอยากทำ?
     เพราะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา ตอนเด็กๆ ถูกสอนมาไม่ให้ทิ้งขยะ เราถือว่าเราไม่ทิ้งก็ดีแล้ว แต่ได้บอกว่าต้องไปเก็บของคนอื่น ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนทำนี่ เก็บไปก็บ่นไปด้วย ใครวะทิ้ง...ทิ้งทำไมวะ...ถังขยะก็อยู่แค่นี้ทำไมไม่ทิ้งให้ลงถังวะ มันก็เหมือนว่าเราไม่ได้แฮปปี้กับงานตรงนั้น
     บังเอิญคณะที่ไปมีพระรูปหนึ่งมาร่วมกิจกรรมด้วย พอช่วงเย็นก็มานั่งคุยกันว่าได้อะไรบ้างจากกิจกรรมวันนี้ จริงๆ ตัวเองเป็นคริสเตียนนะ แต่ก็ยกมือก่อนเลยเล่าให้ท่านฟัง หนูไม่แฮปปี้เลย (หัวเราะ)
     ท่านก็พูดมาคำหนึ่ง อย่าทำตัวเป็นพัดลมสิ เป่าให้คนอื่นเย็นแต่ตัวเองร้อนเป็นไฟ โอ้โห...ตอนนั้นรู้สึกเหมือนคำนี้มันเขกหัวเราเปรี้ยงเลย เออหวะ...ปากทำเป็นพูดดี ชั้นเก็บขยะให้เธอนะ แต่จิตใจรุ่มร้อน คำสอนนั้นก็ทำให้เราต้องเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง แค่เปลี่ยนมุมนิดเดียวกลายเป็นมีความสุขง่ายขึ้นมาทันที กลายเป็นบอกกับเพื่อนว่า เอาล่ะวะ มาแข่งกันว่าใครจะเก็บขยะได้เยอะกว่ากัน ก็ช่วยให้เริ่มมีความสุขกับการทำอะไรที่ไม่ได้เป็นเรื่องของตัวเองแล้ว
    
แล้วหลังจากนั้นล่ะ
     ขี่จักรยานกับกลุ่มเพื่อนอยู่ได้ไม่ถึงปี ก็ฝนตกต้องหยุดไป หลังจากนั้นมีคนชวนไปขึ้นภูเขา คือได้ข่าวว่า คนไทยคนเดียวที่ทำงานดูแลเรื่องไฟป่าร่วมกับกลุ่มกะเหรี่ยง เขาเดือดร้อน เพราะเครื่องปั๊มน้ำเสีย เขาก็กระเตงลงมาซ่อมข้างล่าง แต่เครื่องมันเกินเยียวยาจะซ่อมได้แล้ว เพื่อนเราก็ถามว่าทำไมไม่ซื้อใหม่ เขาบอกว่าไม่มีตังค์
     เราก็เลย เฮ้ย ชวนเพื่อนขึ้นไปเที่ยวบ้านเขาดีกว่า ไปดูสิว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เดินป่า แล้วก็รู้สึกประทับใจมาก มันไม่เหมือนไปเที่ยวเขาเขียวหรือเขาใหญ่
    
Story -

คือมันเป็นป่าจริงๆ
     มันเป็นป่าจริงๆ ที่ต้องเดินแหวกหญ้า เราก็ตื่นเต้น อุ๊ย เหมือนภาพของทาร์ซานที่เราดูตอนเด็กๆ แล้วก็ เฮ้ย ราชบุรีอยู่ใกล้แค่นี้ ทำไมมันมีแบบนี้ เหมือนอยู่เชียงใหม่เลยนะ เรานึกว่าที่นี่จะเป็น hideaway ที่สามารถไปเที่ยวได้
     สำหรับครั้งนั้นที่ขึ้นไปเพื่อนๆ ช่วยกันบริจาคตังค์ ซื้อเครื่องปั๊มน้ำเครื่องใหม่ให้เขาได้ และเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเห็นบ้านกระเหรี่ยง ความเป็นอยู่ของเขา การกินแบบง่ายๆ การอยู่โดยไม่มีไฟฟ้า อาบน้ำไม่มีน้ำร้อน เป็นครั้งแรกที่ได้ดื่มน้ำฝน เป็นครั้งแรกที่เราได้สัมผัสอะไรแบบนี้ ทุกอย่างมันใหม่สำหรับชีวิตไปหมด เราก็รู้สึก ทำไมมันง่ายอย่างนี้วะ อย่างนี้ก็สนุกดีนี่หน่า มีความสุขดีนี่หน่า
     คือเราเป็นคนรักการเดินทาง ก่อนหน้านั้นถ้าไม่อยู่กรุงเทพฯ ก็ไปเที่ยวรีสอร์ทต่างจังหวัด หรือไปเที่ยวต่างประเทศ แต่พอไม่มีตังค์ก็ต้องเขียมไง เลยเปลี่ยนไปที่นี่แทน ไม่ต้องเข้าแต่โรงหนังหรือชอปปิ้งอย่างเดียว แล้วไปตรงนั้นก็ประหยัดตังค์ด้วย กินอยู่กันแบบง่ายๆ ก็เลยไปบ่อยขึ้น


ไปบ่อยแค่ไหน
     ไปบ่อยจนสนิทสนมกับชาวบ้านในพื้นที่ที่อยู่ตรงนั้นและเด็กเล็กๆ ทุกครั้งที่ไปเราก็หิ้วขนมไปฝากเขานิดๆ หน่อยๆ มันไม่ได้มากสตางค์อะไร แต่พอเราเห็นอารมณ์ที่เขารับ เราก็มีความสุข และเดิมทีใฝ่ฝันอยากเป็นครูไง พอขึ้นไปเราก็เลยไปสอนหนังสือเขา มันรู้สึกเหมือนได้เติมเต็มความฝันของตัวเองก็เลยชอบไป
     ไปบ่อยไปทุกสัปดาห์ ไปครั้งนึงประมาณ 3-4 วัน เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ 3 เดือน ช่วงแรกที่ไปเป็นหน้าหนาวมันสวยมาก พอเข้าหน้าแล้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์ก็เริ่มมีไฟป่า แฟนเราไปก่อนแล้วกลับมาในสภาพที่ยับเยิน แผลเต็มตัว มาบอกเราว่า ไฟไหม้ใกล้ๆ หลังบ้านที่เราเคยอยู่ พี่กะเหรี่ยงทุกคนรวมทั้งแฟนเราด้วยก็ไปช่วยกันดับไฟหมดเลย เราก็ถามไถ่ว่า ตรงนั้นโดนไหม ตรงนี้โดนไหม พอเราตามขึ้นไปดูก็รู้สึกเหมือนไฟไหม้บ้านเรา ฟังเหมือนเวอร์นะ แต่มันเป็นความผูกพันกับเด็กๆ ที่นั่น กับน้าอ๋อยคนที่คอยดูแลไฟป่า
    
Story -

เป็นความผูกพันที่กลายเป็นจุดเปลี่ยน?
     จุดที่ทำให้เราเปลี่ยนมากๆ คือการมีโอกาสไปร่วมดับไฟป่า มันไม่รู้จะพูดจะอธิบายยังไง แต่จำได้ว่าอาทิตย์นั้นทั้งอาทิตย์อยู่บนภูเขากับแฟน แต่แทบไม่ได้คุยกันเลย กลับถึงบ้านก็สลบ เช้าขึ้นมาก็กินข้าวแบบยัดเลย ต้องรีบแบบไปเร็วๆ เพราะไฟไหม้ทั้งคืน ได้ยินเสียงแป๊ก แป๊ก แป๊ก เหมือนไม้ไผ่มันแตกตลอดเวลา นั่งรถไปกับแฟนเนี่ย บางจุดเขาต้องบอกให้จอดรถก่อนแล้ววิ่งลงไปยืนฉี่ดับไฟ เพราะมันไม่มีน้ำจริงๆ คือต้องทำยังไงก็ได้ให้ดับไฟให้ได้
     ส่วนเรามีหน้าที่ทำแนวป้องกันไฟ ต้องถางหญ้าที่ล้อมต้นไม้ใหญ่ เราก็รู้สึกว่าตรงนั้นเราใช้ใจ ใช้พลังทั้งหมดลงไป ก็ทำจนเข้าหน้าฝนเลย พอฝนมาเรากับแฟนก็มีโอกาสเดินกลับขึ้นบนผาที่ชอบไป แล้วอยู่ๆ มีลมเย็นๆ วูบๆ มาพร้อมกับไอของก้อนเมฆ ก็รู้สึกว่าได้สื่อสารกับธรรมชาติ เหมือนเขามาพูดกับเรา คิดไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ คือเขาคงมาขอบคุณเรา ว่าเขาหายเจ็บแล้ว เขาเย็นแล้ว และเรารับรู้ความเย็นของเขาได้
      จำได้ว่า เป็นโมเมนท์ที่โรสกับแฟนหันมามองหน้ากัน พอลงมาจากภูเขาก็คุยกันว่าตอนนั้นคิดอะไร มันก็เป็นอารมณ์เดียวกันเลย แบบว่ามีความสุขขึ้นมาเอง มันไม่ต้องการอะไรแล้ว อยู่ตรงนั้นแฮปปี้มาก เลยทำให้เรากลับมาคิดต่อว่าจะทำยังไงดีไม่ให้มันมีไฟ เพราะดับกันอยู่แค่ 5 คนยังไงก็ไม่รอด เลยลงมาทำนิทานหุ่นสอนเด็กๆ ที่ตีนเขา ให้ไปบอกพ่อแม่ว่า อย่าจุดไฟนะ เพราะต้นไม้จะหายไป ทำให้โลกร้อน และเริ่มก่อตั้งมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ จากนั้นก็เริ่มจริงจังมาเรื่อยๆ
     พอจริงจังเราก็มีโอกาสศึกษามากขึ้น ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่แตกต่างจากเรา ความเรียบง่ายที่ทำให้เขามีความสุขได้ง่ายๆ ที่ไม่ต้องอ้อมไปทำอะไรหลายๆ อย่าง เพื่อให้ได้ความสุขกลับมา มันสอนเรากลับมาหมด ทำให้เรามองหาหนทาง เออ...เนี่ยแหละ เป็นหนทางที่เราเดินไปแล้วจะได้รับความสุขแท้จริง ในมุมมองที่เราคิด มากกว่าความสุขที่ตะก่อนเราเคยได้จากการซื้ออันนี้มา ก็สุขแป๊ปเดียว แป๊ปเดียว เดี๋ยวต้องหาใหม่แล้วเพราะเราเริ่มเบื่อ (หัวเราะ) แต่ถ้าเป็นความสุขแบบนี้เราจำไม่รู้ลืม พูดกี่ทีก็ เฮ้ย อารมณ์นั้นเรายังอยู่
    
ปัจจุบันชีวิตยังคงแฮปปี้เหมือนเดิมไหม
     ยากขึ้นเรื่อยๆ นะ (หัวเราะ) คือแต่ก่อน direction ก็ตรงแหน่วไปกับแฟน ชัดเจนว่า เรามีเข็มทิศแล้ว บั้นปลายชีวิตเราอยากอยู่อะไรที่ง่ายๆ มีพื้นที่ปลูกผัก คงไม่ปลูกข้าวเอง แต่จะเลี้ยงปลา เพราะเคยได้ยินคำนึงที่บอกว่า เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง เรารู้สึกว่า เออ...มันเป็นจริงๆ เลย ข้าวปลาเนี่ยยังไงก็ต้องทำเองให้ได้ ซึ่งเราไม่เคยถูกสอนมา เราอยู่ในเมือง คนเมืองเนี่ยจริงๆ แล้วมีศักยภาพต่ำมากในการเอาชีวิตรอดแบบหาข้าวกินเอง เราก็อยากฟื้นฟูความสามารถด้านนั้นให้มากหน่อย
     แต่พอมีลูก มันเลยยากมาก ต้องคอยดึงตัวเอง เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย อย่าหลง เพราะบางทีเราก็ติด ไอ้นั่นก็น่ารักว่ะ ไอ้นี่ก็ดีว่ะ อยากซื้อให้ลูกจัง ตอนนี้กับแฟนก็เลยต้องคอยพาลูกหนีไปต่างจังหวัด อย่าอยู่ในเมืองมาก บางทีกิจกรรมในเมืองสำหรับเด็กเล็กๆ ก็ไม่รู้จะไปไหนจริงๆ ไปอยู่ต่างจังหวัดเลยสบายกว่า แต่ในความเป็นจริงยังทำไม่ได้ เพราะพ่อแม่ยังอยู่ที่นี่และเราก็ต้องดูแลธุรกิจของเขา เลยเป็นช่วงที่โรสกับแฟนต้องพยายามอย่างมากว่า จะใช้ชีวิตกับเด็กอย่างไร ให้เขามาในทิศทางที่เราอยากให้เป็นตั้งแต่แรก
     ตอนนี้ก็มองกับแฟนว่า จะไม่เอาไปเข้าโรงเรียน เน้นสอนกันเองแบบ homeschool และเน้นการเดินทาง เพราะพ่อแม่ชอบเดินทาง แล้วรู้สึกว่าการเรียนรู้ผ่านการเดินทาง เช่น ไปนอนบ้านกะเหรี่ยงหรือนอนบ้านชาวบ้านที่เรารู้จัก แบบนั้นหนะ เขาสอนอะไรเยอะและเราก็จะได้ประสบการณ์จริง แต่ก็ยังมีข้อโต้เถียงกันว่า แม่กับพ่อไม่สามารถสอนให้ลูกอ่านออกเขียนได้เหมือนการเข้าโรงเรียน เพราะว่าเราไม่มีวินัยมากพอ ก็ยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะ homeschool ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มแค่ไหน

 

Story -

คุณโรสเคยเป็นนางงามด้วยใช่ไหม

     เคยเป็น แต่คนน่าจะลืมไปหมดแล้ว (หัวเราะ) เป็นนางงามตั้งแต่อายุ 16 ตอนนี้ 36 แล้ว 20 ปีแล้วนะ

 

จากนางงามมาเป็นแบบนี้ก็พลิกชีวิตมากเหมือนกันนะ
     แต่โรสเป็นนางงามที่ไม่ใช่นางงามนะ คือตอนนั้นยังเด็กเกินไป เด็กมาก ทุกอย่างก็แค่อยากลอง อยากเดินทาง เห็นเขาบอกว่าไปเก็บตัวที่ภูเก็ต (หัวเราะ) ประกวดนางสาวไทยรุ่นเดียวกับคุณปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ (นาคหิรัญกนก) ก็ติด 1 ใน 10 แล้วมีสปอนเซอร์มาเห็นก็ชักชวนไปประกวดมิสเอเชียที่อังกฤษ อ้าว...ก็ไปดิ..อยากไป
     พอได้ตำแหน่งมิสเอเชียเราก็เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที คือตอนเด็กๆ โรสเหมือนทอมเลย เล่นบาส เป็นนักกีฬาโรงเรียน จู่ๆ ต้องมาทำตัวเรียบร้อย ต้องออกงาน ต้องยิ้ม ทั้งทีบางอารมณ์ก็เหนื่อย เราสะสมความสามารถในการเก็บอารมณ์ไว้เยอะเกินไป นึกออกไหม (หัวเราะ) ทำไมมันอยู่แล้วเครียดจังเลย ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ก็เลยไม่ได้ถึงกับมีความสุขมากกับการเป็นนางงาม
     จนกระทั่งหมดตำแหน่งเริ่มมาเป็นพิธีกรก็ค่อยยังชั่ว เขาให้พูดตามตัวเองได้ คือโรสไม่ค่อยเป็นพิธีกรรายการที่ต้องมีสคริปต์ เพราะความสามารถในการจำต่ำมาก (หัวเราะ)
     แต่ด้วยมาร์เก็ตติ้งของการทำทีวีก็ต้องมีการโฆษณา สมัยก่อนที่เรายังไม่ชัดเจนเรื่องการทำงานสิ่งแวดล้อม เราก็พูดได้สบายใจ แต่พอมาทำงานสิ่งแวดล้อมเยอะ เราเน้นไม่ให้คนบริโภคมาก แต่ขณะเดียวกันพอทำงานทีวีก็ประโคมให้เขาซื้อมาก เราก็กลุ้มเอง รู้สึกว่า...เฮ้ย ตัวเราเป็นอะไร เราขัดแย้งตัวเอง ไม่มีใครผิดเลย แต่เราไม่สบายใจเอง ก็คุยกับแฟน หาอะไรทำแล้วถอยตัวเองออกมาดีไหม คุณแม่เลยให้มาเป็นผู้จัดการที่โรงแรมพระนครนอนเล่น ก็จะเลือกทำที่ตัวเองไม่ขัดแย้ง
    
ทำไมจึงไม่อยากกระตุ้นให้มีการบริโภคเยอะ
     เพราะมันกระทบกับสิ่งแวดล้อมไง เมื่อเราทำงานด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เราอินกับมันพอสมควรและรู้ว่าการลดการบริโภคคือทางออก ก็ต้องพยายาม fight เพื่อไม่ให้มีการบริโภคที่เยอะขึ้น แต่ถ้ายังอยู่ตรงนั้น ปากกับใจไม่ตรงกันแล้วเราอึดอัดก็เลยไม่เอาดีกว่า ก็เลยออกมา

 

การกระทำของคนเล็กๆ คนเดียวก็มีความหมาย
     โรสว่าทุกคนทำอะไรก็ตามแต่ มันมีผลกระทบกับทุกสิ่งทุกอย่างไม่มากก็น้อย เพราะเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน สิ่งแวดล้อมมันอาจจะเป็นคนด้วยกันเอง เป็นเพื่อนบ้าน หรือทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เพราะฉะนั้นการกระทำของเรา ถ้าเราฉุกคิด ถ้าเราทำให้ดีที่สุด ก็จะส่งผลดีต่อสิ่งอื่นๆ ด้วยเหมือนกันกัน แม้คนๆ เดียวลงมือทำอะไรก็ตาม มันส่งผลได้หมด
    
แล้วสังคมรอบตัวหรือกลุ่มเพื่อนสมัยก่อน
     เขาเบื่อเรามาก (หัวเราะ) แต่ก่อนก็ยังมีกลุ่มที่ไปดินเนอร์ ไปชอปปิ้ง ตอนหลังใครชวนไปไหนเราก็ไม่ว่าง ต้องเข้าป่า เขาก็หายไปหมดเลยค่ะ ที่คบกันอยู่ตอนนี้ก็ใช้แค่ internet คุยกันเท่านั้นเอง ไม่ค่อยได้มาเจอกัน เพราะเขารู้ว่าวิถีการเที่ยวไม่เหมือนกัน
    
Story -

กับการทำงานที่โรงแรมพระนครนอนเล่น
     ทุกอย่างของที่นี่ได้จากประสบการณ์การทำงานให้คนอื่น การทำงานมูลนิธิ เรานำแนวคิดหลายอย่างจากตรงนั้นมาใช้กับโรงแรม มันเลยทำให้ที่นี่โตในแบบที่ไม่เป็นกระแสหลัก เราไม่ต้องไปแข่งกับใคร เป็นตลาดเฉพาะมากๆ เราบอกเลยว่าที่นี่เสิร์ฟอาหารออแกนิก เราไม่ให้สูบบุหรี่ ไม่มีทีวีให้ดู เพราะถ้าดูทีวีก็จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่มาด้วย แต่มีอินเตอร์เน็ตให้เล่น คือเราอยากให้คุณใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ ซึ่งก็ได้ผลตอบรับดีในระดับหนึ่ง

 

Story -Story -

ผักออร์แกนิกนี่ต้องปลูกเองรึเปล่า
     เราปลูกบนดาดฟ้า เพราะเน้นเรื่องการลดต้นทุนการเดินทาง ก็เลือกปลูกเท่าที่เราปลูกได้ตามสภาพอากาศ มีเหลือไปแจกบ้านข้างๆ ด้วย ซึ่งในอนาคตก็คิดว่า จะมีคาเฟ่ข้างบนให้แขกตัดผักมาทำสลัดกินกัน แล้วก็ให้เขาปลูกต้นใหม่ลงไปด้วย
     เรามีที่ทำสบู่เอง สบู่ที่ใช้ก็จะเป็นสบู่ออร์แกนิก มีการแยกขยะ และที่นี่เสิร์ฟน้ำผลไม้สดทุกเช้า คั้นเองก็จะมีกากเยอะ ก็เลยทำถังหมักอีเอ็ม ของตกแต่งโรงแรมก็จะเน้นการรียูส เอาของเก่ามาชุบชีวิตเป็นของใหม่ พยายามใช้ของใหม่ให้น้อยที่สุด เราใช้ไข่ทำอาหารเยอะ มีเปลือกไข่ทุกวัน ก็เอามาใช้ในกิจกรรมสำหรับแขกที่มาพัก ให้เขาพ้นท์ ทำงานอาร์ต อะไรอย่างนี้
    
     บทสนทนาสิ้นสุดลงบนดาดฟ้า โรสอุ้ม “ช้างน้อย” ลูกชายวัยไม่ถึงขวบ พาพวกเราเดินชมสวนผักออร์แกนิกที่เธอและพนักงานช่วยกันลงมือปลูก ทุกส่วนของโรงแรมพระนครสะท้อนตัวตนของผู้หญิงคนนี้ได้ชัดเจน และดูเหมือนว่าโรสจะมีความสุขมากกับชีวิตวันนี้ ชีวิตในแบบที่เธอเลือก ชีวิตในโลกที่หมุนช้าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม...แววตาของเธอบอกเช่นนั้นจริงๆ


สัมภาษณ์/ภาพ : ฐิตินันท์ ศรีสถิต และ อวยพร แต้ชูตระกูล




กระตุกขานักชอปด้วย storyofstuff.com

ชื่อเรื่อง : กระตุกขานักชอปด้วย storyofstuff.com

ข้าวของทุกชิ้นมีเรื่องราวซ่อนอยู่
ทั้งก่อนที่มันจะมาถึงมือเราและหลังจากที่เราโยนมันลงถังขยะ
เบื้องหลังของมันเป็นมาและเป็นไปอย่างไร...น่าสนใจไม่น้อยเลย


Web -Web -Web -
   แอนนี่ เลนนาร์ด (Annie Leonard) นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมชาวอเมริกัน เคยนึกสงสัยถึงเรื่องราวเกี่ยวกับข้าวของรอบตัวว่า เดินทางมาอย่างไรและจะไปต่ออย่างไร
     เธอลงมือค้นจนเจอคำตอบ และพยายามบอกต่อคำตอบนั้นแก่ผู้คนทั่วโลก โดยจัดทำเป็นคลิปวิดีโอความยาว 20 นาที ชื่อ “The Story of Stuff” ที่มีตัวเองเธอยืนเล่าเรื่องประกอบอนิเมชั่นการ์ตูนลายเส้น และนำเสนอผ่านทาง storyofstuff.com
     เมื่อคลิกเข้าไปดูก็จะรู้ว่า...
     วงจรชีวิตของข้าวของแต่ละชิ้น จากต้นทางของการใช้ทรัพยากร การผลิต การจัดจำหน่าย การบริโภค กระทั่งไปสิ้นสุดที่การกำจัดขยะ ล้วนเป็นขั้นตอนที่มีปฏิสัมพันธ์สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คนจำนวนมาก
     ทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นระบบเส้นตรงที่เรียก “Linear System” ซึ่งไม่สอดคล้องเอาเสียเลยกับโลกที่มีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด ที่แย่กว่านั้นก็คือ พวกเรานำพาโลกมาถึงจุดวิกฤตของระบบนี้แล้วโดยที่หลายคนยังไม่รู้ตัว

     ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา “การใช้ทรัพยากร” ของมนุษย์ทำให้ธรรมชาติถูกผลาญไปแล้ว 1 ใน 3 ของทั้งหมดที่เคยมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ทั้งโค่นต้นไม้ ระเบิดภูเขา และใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง...มันกำลังจะเกลี้ยงในไม่ช้า
     มนุษย์ทำให้บ้านใหญ่หลังนี้ไม่ค่อยน่าอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เท่ากับว่า เรากำลังทำร้ายตัวเองและสิ่งมีชีวิตร่วมโลก

     “การผลิต” ในระบบอุตสาหกรรมต้องการพลังงานมหาศาลและใช้สารเคมีสังเคราะห์อีกนับไม่ถ้วน อะไรก็ตามที่ผลิตจากโรงงานจึงมักมีส่วนผสมของสารอันตราย
     ไม่มีใครตอบได้ว่า สารเคมีกว่าแสนชนิดที่มนุษย์คิดค้นขึ้นจะสร้างผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นแล้วก็คือ มีสารแปลกปลอมจำนวนไม่น้อยที่แทรกซึมเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร และตกค้างเข้มข้นอยู่กับผู้บริโภคลำดับสุดท้าย...ในร่างกายของพวกเรานั่นเอง!! และเด็กแรกเกิดที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็พลอยเสี่ยงจากการดื่มน้ำนมแม่ที่ปนเปื้อนสารเคมีตามไปด้วย

     เมื่อมาถึงขั้นตอน “การจัดจำหน่าย” ผู้ผลิตแต่ละรายต้องแข่งกันขายสินค้าให้หมดในเวลาอันสั้น กลยุทธ์แรกที่งัดมาจูงใจผู้บริโภคก็คือ การตั้งราคาให้ถูกแสนถูก
     ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ...จ่ายค่าแรงถูก สวัสดิการต่ำ ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมนะเหรอ ไม่มีใครเก็บมาคิดเพื่อเพิ่มราคาขายหรอก
     นั่นหมายความว่า ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าไม่ถูกนำมารวมไว้ในราคาบนป้าย หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้บริโภคไม่ได้จ่ายเงินซื้อสินค้าตามราคาที่แท้จริง
     รายจ่ายส่วนนี้ถูกผลักให้เป็นภาระของชุมชนที่โดนผลาญทรัพยากรและกลุ่มชนชั้นแรงงานที่สุขภาพย่ำแย่ลงจากการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม

     แล้วก็มาถึงขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับทุกคน ใช่แล้ว... “การบริโภค”
     พวกเรามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบวิกฤตนี้ด้วยการชอปปิ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เสพติดความสุขจากการชอปกระจาย หรือมีอาการซื้อเร็ว ซื้อมาก ซื้อเพราะ “อยาก” มากกว่าซื้อเพราะจำเป็น
     ยิ่งชอปมากเท่าไหร่ การจัดจำหน่ายก็ยิ่งไหลลื่นมากเท่านั้น...การขายคล่องเนี่ยแหละที่จะส่งผลสะเทือนไปถึงการเร่งผลิตและเร่งใช้ทรัพยากร
     ขณะเดียวกัน พฤติกรรมซื้อง่ายซื้อไวก็เร่งให้ข้าวของรอบตัวกลายเป็นขยะเร็วขึ้นอีกด้วย

     กลยุทธ์ที่ผู้ผลิตนิยมใช้กระตุ้นการซื้อและการทิ้งมี 2 อย่าง
     อย่างแรกคือ...การออกแบบสินค้าให้มีอายุการใช้งานสั้น ให้มันกลายเป็นขยะเร็วๆ ผู้บริโภคจะได้โยนของเก่าทิ้งแล้วซื้ออันใหม่มาใช้งาน
     อย่างที่สองคือ…การทำให้รู้สึกว่าของเดิมล้าสมัย
     หน้าตาและรูปลักษณ์ของสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดมักทำให้ผู้บริโภคอยากทิ้งข้าวของเก่าๆ ที่ยังใช้งานได้ ตรงนี้แอนนี่เปรียบเทียบคอมพิวเตอร์ใหม่เอี่ยมของเพื่อนกับคอมพิวเตอร์รุ่นเดอะของเธอจนต้องอมยิ้ม
     หรือแม้แต่แฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งถ้าวิ่งตามไม่ทัน ก็จะโดนประทับตรา “เชย” เอาได้ง่ายๆ
     ตัวการสำคัญคือโฆษณาตามสื่อต่างๆ ที่คอยตอกย้ำและทำให้เราไม่แฮปปี้กับข้าวของที่มีอยู่...ย้ำ ย้ำ ย้ำ จนต้องก้าวขาออกจากบ้านไปชอปปิ้ง
     ขาชอปทั้งหลายต้องรู้ให้ทัน เพราะพวกคุณมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงระบบนี้ได้
    
     สุดท้ายก็ถึงปลายทางที่ “การกำจัด” ซึ่งถ้าโยนเข้าเตาเผา “โ-ค-ต-ร สารพิษ” หรือ Super Toxic ในสายตาของแอนนี่ก็จะออกมาเพ่นพ่าน
     เคยได้ยินคำว่า “ไดออกซิน” ไหมล่ะ มันเป็นสารสังเคราะห์ที่อันตรายที่สุด และเตาเผาขยะก็เป็นแหล่งที่ผลิตมันออกมาสู่สิ่งแวดล้อมมากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งหากจะหยุดเพิ่มปริมาณไดออกซินในสิ่งแวดล้อมก็ต้องหยุดการเผาขยะให้ได้
     รีไซเคิลหนะรึ แม้จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรที่ต้นทางของระบบได้ แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ล่าช้า เพราะขยะจำนวนมากรีไซเคิลไม่ได้ ส่วนปริมาณขยะที่รีไซเคิลได้และถูกป้อนเข้าสู่กระบวนการที่นำกลับมาผลิตซ้ำนั้นก็น้อยนิดเหลือเกินเมื่อเปรียบเทียบกับข้าวของทั้งหมดที่ถูกทิ้ง
 
     The Story of Stuff ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนธันวาคม 50 จนถึงวันนี้มีคนจากสองร้อยกว่าประเทศทั่วโลกคลิกเข้าไปชมแล้วมากกว่า 4.5 ล้านครั้ง ล่าสุดมีการจัดทำบทบรรยายเพิ่มเติมอีกหลายภาษา และหนึ่งในนั้นคือภาษาไทยที่แปลโดย Thai Working Group on Climate Justice
     คำแนะนำก็คือ อย่าเพิ่งรีบเชื่อในสิ่งที่เขียนมา แต่ควรแวะไปเสพสาระแบบขำๆ จาก “The Story of Stuff” ด้วยตนเอง เพราะมีรายละเอียดอีกมากที่บทความนี้ไม่ได้กล่าวถึง
     ดูจบแล้วก็อย่าลืมถามตัวเองด้วยว่า...ตื่นจากการหลับใหลอยู่ในกระแสบริโภคนิยมหรือยัง


ผู้เขียน : ฐิตินันท์ ศรีสถิต




พันพรรณ มังสวิรัติกลางวัดสวนดอก

พันพรรณ มังสวิรัติกลางวัดสวนดอก

Buy Green -Buy Green -Buy Green -Buy Green -

 วัดสวนดอก แห่งเมืองเชียงใหม่ มีอะไรมากกว่าแค่วัดชื่อดังประจำจังหวัดเชียงใหม่ซะแล้ว
 เพราะยิ่งนานวัน ชื่อเสียงของร้านอาหารเล็กๆ ใต้ต้นโพธิ์ หลังห้องสมุดของวัดสวนดอก กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ ที่มีสีเขียวของพืชพรรณจากธรรมชาติอยู่ในหัวใจ
 ทั้งปลูกเอง เก็บเอง และปรุงเอง...แถมปลอดจากสารเคมีหรือผงชูรสอีกต่างหาก จึงกลายเป็นเสน่ห์ของร้านอาหารแห่งนี้จนต้องบอกต่อๆ กัน
 พันพรรณ...ขายอาหารมังสวิรัติสารพัดเมนู ล้วนเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
อาทิ เห็ดหอมอบวุ้นเส้น ยำแหนมเห็ด สลัดดอกไม้ ข้าวกล้องผัดน้ำพริกลงเรือ ฯลฯ

 สนใจอาหารอร่อยๆ ท่ามกลางสายลมเย็นๆ ไปได้ทุกวันตั้งแต่ 9.00-18.00 น. ปิดวันพุธจ้า



พลังยิ่งใหญ่จากครัวสีเขียวของเมืองเล็กๆ

Good News -

ร้านอาหารของ Jenny เลือกใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้จากในท้องถิ่นเป็นหลัก และล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจากสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือร้านของเธอไม่ใช้ถุงพลาสติกเลย


 Jenny Elmes กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนจำนวนไม่น้อยในฐานะเจ้าของธุรกิจร้านอาหารผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างได้อย่างน่าทึ่ง จนทำให้เมืองเล็กๆ ในรัฐเวอร์จิเนีย มีเสน่ห์อย่างล้นเหลือเมื่อได้ชื่อว่าเป็นครัวสีเขียวฉบับสมบูรณ์
 เพราะมีชีวิตเรียบง่ายอยู่ท่ามกลางธรรมชาติโดยแท้ ทำให้  Jenny นำพาธุรกิจร้านอาหารทั้ง 3 บริษัทของเธอก้าวเดินไปบนเส้นทางสายสิ่งแวดล้อม จนได้รับใบรับรองว่าเป็นร้านอาหารสีเขียวของแท้
 ระบบการควบคุมขยะแบบครบวงจรถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ Jenny รับรู้ว่าบ่อขยะประจำเมืองกำลังจะเต็มพิกัดภายในปี 2555 เธอตัดสินใจทันทีว่าธุรกิจของเธอต้องลดการผลิตขยะอย่างเร่งด่วน
     การคัดแยกขยะจึงเป็นมาตรการแรกที่นำมาใช้ ขยะสดส่วนหนึ่งถูกส่งไปเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ อีกส่วนหนึ่งถูกนำไปหมักเพื่อใช้เป็นปุ๋ยในสวนผักปลอดสารพิษของเธอ ก่อนที่ผักเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ปรุงอาหารในร้านต่อไป
 ร้านอาหารของ Jenny เลือกใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้จากในท้องถิ่นเป็นหลัก และล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจากสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือร้านของเธอไม่ใช้ถุงพลาสติกเลย แต่ใช้ภาชนะใส่อาหารที่ทำจากธรรมชาติ เช่น กล่องข้าวจากแป้งข้าวโพด หรือแป้งมันสำปะหลัง
 ส่วนครัวของเธอก็ใช้หลอดไฟแบบประหยัดพลังงาน ใช้ผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษในการทำความสะอาด ใช้น้ำอย่างประหยัด แม้กระทั่งชุดของพนักงานในร้านก็ผลิตจากผ้าฝ้ายอินทรีย์อีกด้วย
 แล้วอย่างนี้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นพลังยิ่งใหญ่จากครัวสีเขียวของเมืองเล็กๆ ได้อย่างไร


เรียบเรียงจาก : http://www.treehugger.com/files/2009/01/full-circle-green-catering.php

Bangkok Glass