|



เปลี่ยนไปสู่ความสุขในโลกที่หมุนช้าของโรส วริศรา
จากหญิงสาววัยรุ่นที่ได้รับตำแหน่งนางงามและปรากฏโฉมทางโทรทัศน์ในฐานะพิธีกร “โรส” วริศรา มหากายี ลี้ธีระกุล เคยมีความสุขกับการชอปปิ้งและคิดเพียงอยากทำงานที่ได้เงินเยอะๆ เพราะเงินสามารถสร้างความสุขให้เราได้ เมื่อเธอค้นพบว่า เงินไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดของชีวิต เธอจึงปรับเข็มทิศชีวิตใหม่ เพื่อเข้าถึงความสุขได้อย่างง่ายๆ โดยไม่ยึดอยู่กับเงินทอง เป็นความสุขที่ได้จากการทำงานเพื่อคนอื่น การใส่ใจสิ่งแวดล้อม และการดูแลกิจการโรงแรมพระนครนอนเล่น ...อะไรที่ทำให้เธอเปลี่ยนมุมมองชีวิตของตนเองและกลายเป็นโรสคนใหม่ในวันนี้ จากเดิมที่เคยฟุ้งเฟ้อ หาเงินได้เยอะก็ใช้เยอะ แล้วอะไรที่ทำให้อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง จริงๆ แล้วมันค่อยๆ เปลี่ยน อาจจะเป็นเพราะช่วงที่เราฟุ่มเฟือยและหลงไปกับการใช้เงินโดยไม่ระวัง ทำให้เราชินกับมันมาก แล้วเราก็เกิดทุกข์ในยามที่ไม่มีตังค์ เลยต้องกลับมาตั้งสติว่า เออ...ทำไมเราไม่มีความสุขเลยเวลาที่ไม่มีตังค์ จากที่เคยมีความสุขจากการซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ตายแล้วชั้นจะหาความสุขได้ยังไง ทำยังไงดี ไม่มีตังค์แล้ว ไม่มีคนจ้างแล้ว... ตอนนั้นประมาณปี 39 ก็เริ่มหากิจกรรมใหม่ที่ใช้ทุนน้อย บังเอิญได้มาขี่จักรยาน แล้วรู้สึก...เฮ้ย มันเป็นโลกใหม่ เป็นกิจกรรมใหม่ที่ต่างจากเดินห้าง เราก็ตื่นเต้นและสนุกกับมัน ก็ไปหากิจกรรมนั้นมากขึ้น แต่ในระหว่างนั้นก็มีบางอย่างที่เข้ามาสอนเรา คือเราเริ่มทำอะไรให้คนอื่นซึ่งแต่ก่อนไม่เคยทำ เช่น ขี่จักรยานผ่านตลาดนัดก็ต้องแวะเก็บขยะทั้งตลาดให้สะอาด ทั้งที่มันไม่ใช่ความคิดเราเลย เป็นความคิดของทีมที่จัดกิจกรรม คือถ้าไม่ทำอยู่คนเดียวก็น่าเกลียด ทำไปก็ขยะแขยงไปนะ แต่ด้วยความที่อยากเป็นกลุ่มกับเขาก็เลยต้องทำ เลยไม่ได้มีความสุขซะทีเดียว
รู้สึกไม่ค่อยอยากทำ? เพราะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา ตอนเด็กๆ ถูกสอนมาไม่ให้ทิ้งขยะ เราถือว่าเราไม่ทิ้งก็ดีแล้ว แต่ได้บอกว่าต้องไปเก็บของคนอื่น ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนทำนี่ เก็บไปก็บ่นไปด้วย ใครวะทิ้ง...ทิ้งทำไมวะ...ถังขยะก็อยู่แค่นี้ทำไมไม่ทิ้งให้ลงถังวะ มันก็เหมือนว่าเราไม่ได้แฮปปี้กับงานตรงนั้น บังเอิญคณะที่ไปมีพระรูปหนึ่งมาร่วมกิจกรรมด้วย พอช่วงเย็นก็มานั่งคุยกันว่าได้อะไรบ้างจากกิจกรรมวันนี้ จริงๆ ตัวเองเป็นคริสเตียนนะ แต่ก็ยกมือก่อนเลยเล่าให้ท่านฟัง หนูไม่แฮปปี้เลย (หัวเราะ) ท่านก็พูดมาคำหนึ่ง อย่าทำตัวเป็นพัดลมสิ เป่าให้คนอื่นเย็นแต่ตัวเองร้อนเป็นไฟ โอ้โห...ตอนนั้นรู้สึกเหมือนคำนี้มันเขกหัวเราเปรี้ยงเลย เออหวะ...ปากทำเป็นพูดดี ชั้นเก็บขยะให้เธอนะ แต่จิตใจรุ่มร้อน คำสอนนั้นก็ทำให้เราต้องเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง แค่เปลี่ยนมุมนิดเดียวกลายเป็นมีความสุขง่ายขึ้นมาทันที กลายเป็นบอกกับเพื่อนว่า เอาล่ะวะ มาแข่งกันว่าใครจะเก็บขยะได้เยอะกว่ากัน ก็ช่วยให้เริ่มมีความสุขกับการทำอะไรที่ไม่ได้เป็นเรื่องของตัวเองแล้ว แล้วหลังจากนั้นล่ะ ขี่จักรยานกับกลุ่มเพื่อนอยู่ได้ไม่ถึงปี ก็ฝนตกต้องหยุดไป หลังจากนั้นมีคนชวนไปขึ้นภูเขา คือได้ข่าวว่า คนไทยคนเดียวที่ทำงานดูแลเรื่องไฟป่าร่วมกับกลุ่มกะเหรี่ยง เขาเดือดร้อน เพราะเครื่องปั๊มน้ำเสีย เขาก็กระเตงลงมาซ่อมข้างล่าง แต่เครื่องมันเกินเยียวยาจะซ่อมได้แล้ว เพื่อนเราก็ถามว่าทำไมไม่ซื้อใหม่ เขาบอกว่าไม่มีตังค์ เราก็เลย เฮ้ย ชวนเพื่อนขึ้นไปเที่ยวบ้านเขาดีกว่า ไปดูสิว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เดินป่า แล้วก็รู้สึกประทับใจมาก มันไม่เหมือนไปเที่ยวเขาเขียวหรือเขาใหญ่

คือมันเป็นป่าจริงๆ มันเป็นป่าจริงๆ ที่ต้องเดินแหวกหญ้า เราก็ตื่นเต้น อุ๊ย เหมือนภาพของทาร์ซานที่เราดูตอนเด็กๆ แล้วก็ เฮ้ย ราชบุรีอยู่ใกล้แค่นี้ ทำไมมันมีแบบนี้ เหมือนอยู่เชียงใหม่เลยนะ เรานึกว่าที่นี่จะเป็น hideaway ที่สามารถไปเที่ยวได้ สำหรับครั้งนั้นที่ขึ้นไปเพื่อนๆ ช่วยกันบริจาคตังค์ ซื้อเครื่องปั๊มน้ำเครื่องใหม่ให้เขาได้ และเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเห็นบ้านกระเหรี่ยง ความเป็นอยู่ของเขา การกินแบบง่ายๆ การอยู่โดยไม่มีไฟฟ้า อาบน้ำไม่มีน้ำร้อน เป็นครั้งแรกที่ได้ดื่มน้ำฝน เป็นครั้งแรกที่เราได้สัมผัสอะไรแบบนี้ ทุกอย่างมันใหม่สำหรับชีวิตไปหมด เราก็รู้สึก ทำไมมันง่ายอย่างนี้วะ อย่างนี้ก็สนุกดีนี่หน่า มีความสุขดีนี่หน่า คือเราเป็นคนรักการเดินทาง ก่อนหน้านั้นถ้าไม่อยู่กรุงเทพฯ ก็ไปเที่ยวรีสอร์ทต่างจังหวัด หรือไปเที่ยวต่างประเทศ แต่พอไม่มีตังค์ก็ต้องเขียมไง เลยเปลี่ยนไปที่นี่แทน ไม่ต้องเข้าแต่โรงหนังหรือชอปปิ้งอย่างเดียว แล้วไปตรงนั้นก็ประหยัดตังค์ด้วย กินอยู่กันแบบง่ายๆ ก็เลยไปบ่อยขึ้น
ไปบ่อยแค่ไหน ไปบ่อยจนสนิทสนมกับชาวบ้านในพื้นที่ที่อยู่ตรงนั้นและเด็กเล็กๆ ทุกครั้งที่ไปเราก็หิ้วขนมไปฝากเขานิดๆ หน่อยๆ มันไม่ได้มากสตางค์อะไร แต่พอเราเห็นอารมณ์ที่เขารับ เราก็มีความสุข และเดิมทีใฝ่ฝันอยากเป็นครูไง พอขึ้นไปเราก็เลยไปสอนหนังสือเขา มันรู้สึกเหมือนได้เติมเต็มความฝันของตัวเองก็เลยชอบไป ไปบ่อยไปทุกสัปดาห์ ไปครั้งนึงประมาณ 3-4 วัน เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ 3 เดือน ช่วงแรกที่ไปเป็นหน้าหนาวมันสวยมาก พอเข้าหน้าแล้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์ก็เริ่มมีไฟป่า แฟนเราไปก่อนแล้วกลับมาในสภาพที่ยับเยิน แผลเต็มตัว มาบอกเราว่า ไฟไหม้ใกล้ๆ หลังบ้านที่เราเคยอยู่ พี่กะเหรี่ยงทุกคนรวมทั้งแฟนเราด้วยก็ไปช่วยกันดับไฟหมดเลย เราก็ถามไถ่ว่า ตรงนั้นโดนไหม ตรงนี้โดนไหม พอเราตามขึ้นไปดูก็รู้สึกเหมือนไฟไหม้บ้านเรา ฟังเหมือนเวอร์นะ แต่มันเป็นความผูกพันกับเด็กๆ ที่นั่น กับน้าอ๋อยคนที่คอยดูแลไฟป่า

เป็นความผูกพันที่กลายเป็นจุดเปลี่ยน? จุดที่ทำให้เราเปลี่ยนมากๆ คือการมีโอกาสไปร่วมดับไฟป่า มันไม่รู้จะพูดจะอธิบายยังไง แต่จำได้ว่าอาทิตย์นั้นทั้งอาทิตย์อยู่บนภูเขากับแฟน แต่แทบไม่ได้คุยกันเลย กลับถึงบ้านก็สลบ เช้าขึ้นมาก็กินข้าวแบบยัดเลย ต้องรีบแบบไปเร็วๆ เพราะไฟไหม้ทั้งคืน ได้ยินเสียงแป๊ก แป๊ก แป๊ก เหมือนไม้ไผ่มันแตกตลอดเวลา นั่งรถไปกับแฟนเนี่ย บางจุดเขาต้องบอกให้จอดรถก่อนแล้ววิ่งลงไปยืนฉี่ดับไฟ เพราะมันไม่มีน้ำจริงๆ คือต้องทำยังไงก็ได้ให้ดับไฟให้ได้ ส่วนเรามีหน้าที่ทำแนวป้องกันไฟ ต้องถางหญ้าที่ล้อมต้นไม้ใหญ่ เราก็รู้สึกว่าตรงนั้นเราใช้ใจ ใช้พลังทั้งหมดลงไป ก็ทำจนเข้าหน้าฝนเลย พอฝนมาเรากับแฟนก็มีโอกาสเดินกลับขึ้นบนผาที่ชอบไป แล้วอยู่ๆ มีลมเย็นๆ วูบๆ มาพร้อมกับไอของก้อนเมฆ ก็รู้สึกว่าได้สื่อสารกับธรรมชาติ เหมือนเขามาพูดกับเรา คิดไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ คือเขาคงมาขอบคุณเรา ว่าเขาหายเจ็บแล้ว เขาเย็นแล้ว และเรารับรู้ความเย็นของเขาได้ จำได้ว่า เป็นโมเมนท์ที่โรสกับแฟนหันมามองหน้ากัน พอลงมาจากภูเขาก็คุยกันว่าตอนนั้นคิดอะไร มันก็เป็นอารมณ์เดียวกันเลย แบบว่ามีความสุขขึ้นมาเอง มันไม่ต้องการอะไรแล้ว อยู่ตรงนั้นแฮปปี้มาก เลยทำให้เรากลับมาคิดต่อว่าจะทำยังไงดีไม่ให้มันมีไฟ เพราะดับกันอยู่แค่ 5 คนยังไงก็ไม่รอด เลยลงมาทำนิทานหุ่นสอนเด็กๆ ที่ตีนเขา ให้ไปบอกพ่อแม่ว่า อย่าจุดไฟนะ เพราะต้นไม้จะหายไป ทำให้โลกร้อน และเริ่มก่อตั้งมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ จากนั้นก็เริ่มจริงจังมาเรื่อยๆ พอจริงจังเราก็มีโอกาสศึกษามากขึ้น ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่แตกต่างจากเรา ความเรียบง่ายที่ทำให้เขามีความสุขได้ง่ายๆ ที่ไม่ต้องอ้อมไปทำอะไรหลายๆ อย่าง เพื่อให้ได้ความสุขกลับมา มันสอนเรากลับมาหมด ทำให้เรามองหาหนทาง เออ...เนี่ยแหละ เป็นหนทางที่เราเดินไปแล้วจะได้รับความสุขแท้จริง ในมุมมองที่เราคิด มากกว่าความสุขที่ตะก่อนเราเคยได้จากการซื้ออันนี้มา ก็สุขแป๊ปเดียว แป๊ปเดียว เดี๋ยวต้องหาใหม่แล้วเพราะเราเริ่มเบื่อ (หัวเราะ) แต่ถ้าเป็นความสุขแบบนี้เราจำไม่รู้ลืม พูดกี่ทีก็ เฮ้ย อารมณ์นั้นเรายังอยู่ ปัจจุบันชีวิตยังคงแฮปปี้เหมือนเดิมไหม ยากขึ้นเรื่อยๆ นะ (หัวเราะ) คือแต่ก่อน direction ก็ตรงแหน่วไปกับแฟน ชัดเจนว่า เรามีเข็มทิศแล้ว บั้นปลายชีวิตเราอยากอยู่อะไรที่ง่ายๆ มีพื้นที่ปลูกผัก คงไม่ปลูกข้าวเอง แต่จะเลี้ยงปลา เพราะเคยได้ยินคำนึงที่บอกว่า เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง เรารู้สึกว่า เออ...มันเป็นจริงๆ เลย ข้าวปลาเนี่ยยังไงก็ต้องทำเองให้ได้ ซึ่งเราไม่เคยถูกสอนมา เราอยู่ในเมือง คนเมืองเนี่ยจริงๆ แล้วมีศักยภาพต่ำมากในการเอาชีวิตรอดแบบหาข้าวกินเอง เราก็อยากฟื้นฟูความสามารถด้านนั้นให้มากหน่อย แต่พอมีลูก มันเลยยากมาก ต้องคอยดึงตัวเอง เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย อย่าหลง เพราะบางทีเราก็ติด ไอ้นั่นก็น่ารักว่ะ ไอ้นี่ก็ดีว่ะ อยากซื้อให้ลูกจัง ตอนนี้กับแฟนก็เลยต้องคอยพาลูกหนีไปต่างจังหวัด อย่าอยู่ในเมืองมาก บางทีกิจกรรมในเมืองสำหรับเด็กเล็กๆ ก็ไม่รู้จะไปไหนจริงๆ ไปอยู่ต่างจังหวัดเลยสบายกว่า แต่ในความเป็นจริงยังทำไม่ได้ เพราะพ่อแม่ยังอยู่ที่นี่และเราก็ต้องดูแลธุรกิจของเขา เลยเป็นช่วงที่โรสกับแฟนต้องพยายามอย่างมากว่า จะใช้ชีวิตกับเด็กอย่างไร ให้เขามาในทิศทางที่เราอยากให้เป็นตั้งแต่แรก ตอนนี้ก็มองกับแฟนว่า จะไม่เอาไปเข้าโรงเรียน เน้นสอนกันเองแบบ homeschool และเน้นการเดินทาง เพราะพ่อแม่ชอบเดินทาง แล้วรู้สึกว่าการเรียนรู้ผ่านการเดินทาง เช่น ไปนอนบ้านกะเหรี่ยงหรือนอนบ้านชาวบ้านที่เรารู้จัก แบบนั้นหนะ เขาสอนอะไรเยอะและเราก็จะได้ประสบการณ์จริง แต่ก็ยังมีข้อโต้เถียงกันว่า แม่กับพ่อไม่สามารถสอนให้ลูกอ่านออกเขียนได้เหมือนการเข้าโรงเรียน เพราะว่าเราไม่มีวินัยมากพอ ก็ยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะ homeschool ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มแค่ไหน

คุณโรสเคยเป็นนางงามด้วยใช่ไหม เคยเป็น แต่คนน่าจะลืมไปหมดแล้ว (หัวเราะ) เป็นนางงามตั้งแต่อายุ 16 ตอนนี้ 36 แล้ว 20 ปีแล้วนะ
จากนางงามมาเป็นแบบนี้ก็พลิกชีวิตมากเหมือนกันนะ แต่โรสเป็นนางงามที่ไม่ใช่นางงามนะ คือตอนนั้นยังเด็กเกินไป เด็กมาก ทุกอย่างก็แค่อยากลอง อยากเดินทาง เห็นเขาบอกว่าไปเก็บตัวที่ภูเก็ต (หัวเราะ) ประกวดนางสาวไทยรุ่นเดียวกับคุณปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ (นาคหิรัญกนก) ก็ติด 1 ใน 10 แล้วมีสปอนเซอร์มาเห็นก็ชักชวนไปประกวดมิสเอเชียที่อังกฤษ อ้าว...ก็ไปดิ..อยากไป พอได้ตำแหน่งมิสเอเชียเราก็เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที คือตอนเด็กๆ โรสเหมือนทอมเลย เล่นบาส เป็นนักกีฬาโรงเรียน จู่ๆ ต้องมาทำตัวเรียบร้อย ต้องออกงาน ต้องยิ้ม ทั้งทีบางอารมณ์ก็เหนื่อย เราสะสมความสามารถในการเก็บอารมณ์ไว้เยอะเกินไป นึกออกไหม (หัวเราะ) ทำไมมันอยู่แล้วเครียดจังเลย ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ก็เลยไม่ได้ถึงกับมีความสุขมากกับการเป็นนางงาม จนกระทั่งหมดตำแหน่งเริ่มมาเป็นพิธีกรก็ค่อยยังชั่ว เขาให้พูดตามตัวเองได้ คือโรสไม่ค่อยเป็นพิธีกรรายการที่ต้องมีสคริปต์ เพราะความสามารถในการจำต่ำมาก (หัวเราะ) แต่ด้วยมาร์เก็ตติ้งของการทำทีวีก็ต้องมีการโฆษณา สมัยก่อนที่เรายังไม่ชัดเจนเรื่องการทำงานสิ่งแวดล้อม เราก็พูดได้สบายใจ แต่พอมาทำงานสิ่งแวดล้อมเยอะ เราเน้นไม่ให้คนบริโภคมาก แต่ขณะเดียวกันพอทำงานทีวีก็ประโคมให้เขาซื้อมาก เราก็กลุ้มเอง รู้สึกว่า...เฮ้ย ตัวเราเป็นอะไร เราขัดแย้งตัวเอง ไม่มีใครผิดเลย แต่เราไม่สบายใจเอง ก็คุยกับแฟน หาอะไรทำแล้วถอยตัวเองออกมาดีไหม คุณแม่เลยให้มาเป็นผู้จัดการที่โรงแรมพระนครนอนเล่น ก็จะเลือกทำที่ตัวเองไม่ขัดแย้ง ทำไมจึงไม่อยากกระตุ้นให้มีการบริโภคเยอะ เพราะมันกระทบกับสิ่งแวดล้อมไง เมื่อเราทำงานด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เราอินกับมันพอสมควรและรู้ว่าการลดการบริโภคคือทางออก ก็ต้องพยายาม fight เพื่อไม่ให้มีการบริโภคที่เยอะขึ้น แต่ถ้ายังอยู่ตรงนั้น ปากกับใจไม่ตรงกันแล้วเราอึดอัดก็เลยไม่เอาดีกว่า ก็เลยออกมา การกระทำของคนเล็กๆ คนเดียวก็มีความหมาย โรสว่าทุกคนทำอะไรก็ตามแต่ มันมีผลกระทบกับทุกสิ่งทุกอย่างไม่มากก็น้อย เพราะเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน สิ่งแวดล้อมมันอาจจะเป็นคนด้วยกันเอง เป็นเพื่อนบ้าน หรือทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เพราะฉะนั้นการกระทำของเรา ถ้าเราฉุกคิด ถ้าเราทำให้ดีที่สุด ก็จะส่งผลดีต่อสิ่งอื่นๆ ด้วยเหมือนกันกัน แม้คนๆ เดียวลงมือทำอะไรก็ตาม มันส่งผลได้หมด แล้วสังคมรอบตัวหรือกลุ่มเพื่อนสมัยก่อน เขาเบื่อเรามาก (หัวเราะ) แต่ก่อนก็ยังมีกลุ่มที่ไปดินเนอร์ ไปชอปปิ้ง ตอนหลังใครชวนไปไหนเราก็ไม่ว่าง ต้องเข้าป่า เขาก็หายไปหมดเลยค่ะ ที่คบกันอยู่ตอนนี้ก็ใช้แค่ internet คุยกันเท่านั้นเอง ไม่ค่อยได้มาเจอกัน เพราะเขารู้ว่าวิถีการเที่ยวไม่เหมือนกัน

กับการทำงานที่โรงแรมพระนครนอนเล่น ทุกอย่างของที่นี่ได้จากประสบการณ์การทำงานให้คนอื่น การทำงานมูลนิธิ เรานำแนวคิดหลายอย่างจากตรงนั้นมาใช้กับโรงแรม มันเลยทำให้ที่นี่โตในแบบที่ไม่เป็นกระแสหลัก เราไม่ต้องไปแข่งกับใคร เป็นตลาดเฉพาะมากๆ เราบอกเลยว่าที่นี่เสิร์ฟอาหารออแกนิก เราไม่ให้สูบบุหรี่ ไม่มีทีวีให้ดู เพราะถ้าดูทีวีก็จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่มาด้วย แต่มีอินเตอร์เน็ตให้เล่น คือเราอยากให้คุณใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ ซึ่งก็ได้ผลตอบรับดีในระดับหนึ่ง  
ผักออร์แกนิกนี่ต้องปลูกเองรึเปล่า เราปลูกบนดาดฟ้า เพราะเน้นเรื่องการลดต้นทุนการเดินทาง ก็เลือกปลูกเท่าที่เราปลูกได้ตามสภาพอากาศ มีเหลือไปแจกบ้านข้างๆ ด้วย ซึ่งในอนาคตก็คิดว่า จะมีคาเฟ่ข้างบนให้แขกตัดผักมาทำสลัดกินกัน แล้วก็ให้เขาปลูกต้นใหม่ลงไปด้วย เรามีที่ทำสบู่เอง สบู่ที่ใช้ก็จะเป็นสบู่ออร์แกนิก มีการแยกขยะ และที่นี่เสิร์ฟน้ำผลไม้สดทุกเช้า คั้นเองก็จะมีกากเยอะ ก็เลยทำถังหมักอีเอ็ม ของตกแต่งโรงแรมก็จะเน้นการรียูส เอาของเก่ามาชุบชีวิตเป็นของใหม่ พยายามใช้ของใหม่ให้น้อยที่สุด เราใช้ไข่ทำอาหารเยอะ มีเปลือกไข่ทุกวัน ก็เอามาใช้ในกิจกรรมสำหรับแขกที่มาพัก ให้เขาพ้นท์ ทำงานอาร์ต อะไรอย่างนี้ บทสนทนาสิ้นสุดลงบนดาดฟ้า โรสอุ้ม “ช้างน้อย” ลูกชายวัยไม่ถึงขวบ พาพวกเราเดินชมสวนผักออร์แกนิกที่เธอและพนักงานช่วยกันลงมือปลูก ทุกส่วนของโรงแรมพระนครสะท้อนตัวตนของผู้หญิงคนนี้ได้ชัดเจน และดูเหมือนว่าโรสจะมีความสุขมากกับชีวิตวันนี้ ชีวิตในแบบที่เธอเลือก ชีวิตในโลกที่หมุนช้าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม...แววตาของเธอบอกเช่นนั้นจริงๆ
สัมภาษณ์/ภาพ : ฐิตินันท์ ศรีสถิต และ อวยพร แต้ชูตระกูล
 

กระตุกขานักชอปด้วย storyofstuff.com ชื่อเรื่อง : กระตุกขานักชอปด้วย storyofstuff.com
ข้าวของทุกชิ้นมีเรื่องราวซ่อนอยู่ ทั้งก่อนที่มันจะมาถึงมือเราและหลังจากที่เราโยนมันลงถังขยะ เบื้องหลังของมันเป็นมาและเป็นไปอย่างไร...น่าสนใจไม่น้อยเลย
   แอนนี่ เลนนาร์ด (Annie Leonard) นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมชาวอเมริกัน เคยนึกสงสัยถึงเรื่องราวเกี่ยวกับข้าวของรอบตัวว่า เดินทางมาอย่างไรและจะไปต่ออย่างไร เธอลงมือค้นจนเจอคำตอบ และพยายามบอกต่อคำตอบนั้นแก่ผู้คนทั่วโลก โดยจัดทำเป็นคลิปวิดีโอความยาว 20 นาที ชื่อ “The Story of Stuff” ที่มีตัวเองเธอยืนเล่าเรื่องประกอบอนิเมชั่นการ์ตูนลายเส้น และนำเสนอผ่านทาง storyofstuff.com เมื่อคลิกเข้าไปดูก็จะรู้ว่า... วงจรชีวิตของข้าวของแต่ละชิ้น จากต้นทางของการใช้ทรัพยากร การผลิต การจัดจำหน่าย การบริโภค กระทั่งไปสิ้นสุดที่การกำจัดขยะ ล้วนเป็นขั้นตอนที่มีปฏิสัมพันธ์สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คนจำนวนมาก ทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นระบบเส้นตรงที่เรียก “Linear System” ซึ่งไม่สอดคล้องเอาเสียเลยกับโลกที่มีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด ที่แย่กว่านั้นก็คือ พวกเรานำพาโลกมาถึงจุดวิกฤตของระบบนี้แล้วโดยที่หลายคนยังไม่รู้ตัว ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา “การใช้ทรัพยากร” ของมนุษย์ทำให้ธรรมชาติถูกผลาญไปแล้ว 1 ใน 3 ของทั้งหมดที่เคยมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ทั้งโค่นต้นไม้ ระเบิดภูเขา และใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง...มันกำลังจะเกลี้ยงในไม่ช้า มนุษย์ทำให้บ้านใหญ่หลังนี้ไม่ค่อยน่าอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เท่ากับว่า เรากำลังทำร้ายตัวเองและสิ่งมีชีวิตร่วมโลก “การผลิต” ในระบบอุตสาหกรรมต้องการพลังงานมหาศาลและใช้สารเคมีสังเคราะห์อีกนับไม่ถ้วน อะไรก็ตามที่ผลิตจากโรงงานจึงมักมีส่วนผสมของสารอันตราย ไม่มีใครตอบได้ว่า สารเคมีกว่าแสนชนิดที่มนุษย์คิดค้นขึ้นจะสร้างผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นแล้วก็คือ มีสารแปลกปลอมจำนวนไม่น้อยที่แทรกซึมเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร และตกค้างเข้มข้นอยู่กับผู้บริโภคลำดับสุดท้าย...ในร่างกายของพวกเรานั่นเอง!! และเด็กแรกเกิดที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็พลอยเสี่ยงจากการดื่มน้ำนมแม่ที่ปนเปื้อนสารเคมีตามไปด้วย เมื่อมาถึงขั้นตอน “การจัดจำหน่าย” ผู้ผลิตแต่ละรายต้องแข่งกันขายสินค้าให้หมดในเวลาอันสั้น กลยุทธ์แรกที่งัดมาจูงใจผู้บริโภคก็คือ การตั้งราคาให้ถูกแสนถูก ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ...จ่ายค่าแรงถูก สวัสดิการต่ำ ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมนะเหรอ ไม่มีใครเก็บมาคิดเพื่อเพิ่มราคาขายหรอก นั่นหมายความว่า ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าไม่ถูกนำมารวมไว้ในราคาบนป้าย หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้บริโภคไม่ได้จ่ายเงินซื้อสินค้าตามราคาที่แท้จริง รายจ่ายส่วนนี้ถูกผลักให้เป็นภาระของชุมชนที่โดนผลาญทรัพยากรและกลุ่มชนชั้นแรงงานที่สุขภาพย่ำแย่ลงจากการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แล้วก็มาถึงขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับทุกคน ใช่แล้ว... “การบริโภค” พวกเรามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบวิกฤตนี้ด้วยการชอปปิ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เสพติดความสุขจากการชอปกระจาย หรือมีอาการซื้อเร็ว ซื้อมาก ซื้อเพราะ “อยาก” มากกว่าซื้อเพราะจำเป็น ยิ่งชอปมากเท่าไหร่ การจัดจำหน่ายก็ยิ่งไหลลื่นมากเท่านั้น...การขายคล่องเนี่ยแหละที่จะส่งผลสะเทือนไปถึงการเร่งผลิตและเร่งใช้ทรัพยากร ขณะเดียวกัน พฤติกรรมซื้อง่ายซื้อไวก็เร่งให้ข้าวของรอบตัวกลายเป็นขยะเร็วขึ้นอีกด้วย กลยุทธ์ที่ผู้ผลิตนิยมใช้กระตุ้นการซื้อและการทิ้งมี 2 อย่าง อย่างแรกคือ...การออกแบบสินค้าให้มีอายุการใช้งานสั้น ให้มันกลายเป็นขยะเร็วๆ ผู้บริโภคจะได้โยนของเก่าทิ้งแล้วซื้ออันใหม่มาใช้งาน อย่างที่สองคือ…การทำให้รู้สึกว่าของเดิมล้าสมัย หน้าตาและรูปลักษณ์ของสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดมักทำให้ผู้บริโภคอยากทิ้งข้าวของเก่าๆ ที่ยังใช้งานได้ ตรงนี้แอนนี่เปรียบเทียบคอมพิวเตอร์ใหม่เอี่ยมของเพื่อนกับคอมพิวเตอร์รุ่นเดอะของเธอจนต้องอมยิ้ม หรือแม้แต่แฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งถ้าวิ่งตามไม่ทัน ก็จะโดนประทับตรา “เชย” เอาได้ง่ายๆ ตัวการสำคัญคือโฆษณาตามสื่อต่างๆ ที่คอยตอกย้ำและทำให้เราไม่แฮปปี้กับข้าวของที่มีอยู่...ย้ำ ย้ำ ย้ำ จนต้องก้าวขาออกจากบ้านไปชอปปิ้ง ขาชอปทั้งหลายต้องรู้ให้ทัน เพราะพวกคุณมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงระบบนี้ได้ สุดท้ายก็ถึงปลายทางที่ “การกำจัด” ซึ่งถ้าโยนเข้าเตาเผา “โ-ค-ต-ร สารพิษ” หรือ Super Toxic ในสายตาของแอนนี่ก็จะออกมาเพ่นพ่าน เคยได้ยินคำว่า “ไดออกซิน” ไหมล่ะ มันเป็นสารสังเคราะห์ที่อันตรายที่สุด และเตาเผาขยะก็เป็นแหล่งที่ผลิตมันออกมาสู่สิ่งแวดล้อมมากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งหากจะหยุดเพิ่มปริมาณไดออกซินในสิ่งแวดล้อมก็ต้องหยุดการเผาขยะให้ได้ รีไซเคิลหนะรึ แม้จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรที่ต้นทางของระบบได้ แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ล่าช้า เพราะขยะจำนวนมากรีไซเคิลไม่ได้ ส่วนปริมาณขยะที่รีไซเคิลได้และถูกป้อนเข้าสู่กระบวนการที่นำกลับมาผลิตซ้ำนั้นก็น้อยนิดเหลือเกินเมื่อเปรียบเทียบกับข้าวของทั้งหมดที่ถูกทิ้ง The Story of Stuff ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนธันวาคม 50 จนถึงวันนี้มีคนจากสองร้อยกว่าประเทศทั่วโลกคลิกเข้าไปชมแล้วมากกว่า 4.5 ล้านครั้ง ล่าสุดมีการจัดทำบทบรรยายเพิ่มเติมอีกหลายภาษา และหนึ่งในนั้นคือภาษาไทยที่แปลโดย Thai Working Group on Climate Justice คำแนะนำก็คือ อย่าเพิ่งรีบเชื่อในสิ่งที่เขียนมา แต่ควรแวะไปเสพสาระแบบขำๆ จาก “The Story of Stuff” ด้วยตนเอง เพราะมีรายละเอียดอีกมากที่บทความนี้ไม่ได้กล่าวถึง ดูจบแล้วก็อย่าลืมถามตัวเองด้วยว่า...ตื่นจากการหลับใหลอยู่ในกระแสบริโภคนิยมหรือยัง ผู้เขียน : ฐิตินันท์ ศรีสถิต
 

พันพรรณ มังสวิรัติกลางวัดสวนดอก 
พลังยิ่งใหญ่จากครัวสีเขียวของเมืองเล็กๆ 
ร้านอาหารของ Jenny เลือกใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้จากในท้องถิ่นเป็นหลัก และล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจากสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือร้านของเธอไม่ใช้ถุงพลาสติกเลย
Jenny Elmes กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนจำนวนไม่น้อยในฐานะเจ้าของธุรกิจร้านอาหารผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างได้อย่างน่าทึ่ง จนทำให้เมืองเล็กๆ ในรัฐเวอร์จิเนีย มีเสน่ห์อย่างล้นเหลือเมื่อได้ชื่อว่าเป็นครัวสีเขียวฉบับสมบูรณ์ เพราะมีชีวิตเรียบง่ายอยู่ท่ามกลางธรรมชาติโดยแท้ ทำให้ Jenny นำพาธุรกิจร้านอาหารทั้ง 3 บริษัทของเธอก้าวเดินไปบนเส้นทางสายสิ่งแวดล้อม จนได้รับใบรับรองว่าเป็นร้านอาหารสีเขียวของแท้ ระบบการควบคุมขยะแบบครบวงจรถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ Jenny รับรู้ว่าบ่อขยะประจำเมืองกำลังจะเต็มพิกัดภายในปี 2555 เธอตัดสินใจทันทีว่าธุรกิจของเธอต้องลดการผลิตขยะอย่างเร่งด่วน การคัดแยกขยะจึงเป็นมาตรการแรกที่นำมาใช้ ขยะสดส่วนหนึ่งถูกส่งไปเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ อีกส่วนหนึ่งถูกนำไปหมักเพื่อใช้เป็นปุ๋ยในสวนผักปลอดสารพิษของเธอ ก่อนที่ผักเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ปรุงอาหารในร้านต่อไป ร้านอาหารของ Jenny เลือกใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้จากในท้องถิ่นเป็นหลัก และล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจากสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือร้านของเธอไม่ใช้ถุงพลาสติกเลย แต่ใช้ภาชนะใส่อาหารที่ทำจากธรรมชาติ เช่น กล่องข้าวจากแป้งข้าวโพด หรือแป้งมันสำปะหลัง ส่วนครัวของเธอก็ใช้หลอดไฟแบบประหยัดพลังงาน ใช้ผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษในการทำความสะอาด ใช้น้ำอย่างประหยัด แม้กระทั่งชุดของพนักงานในร้านก็ผลิตจากผ้าฝ้ายอินทรีย์อีกด้วย แล้วอย่างนี้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นพลังยิ่งใหญ่จากครัวสีเขียวของเมืองเล็กๆ ได้อย่างไร
เรียบเรียงจาก : http://www.treehugger.com/files/2009/01/full-circle-green-catering.php
 |